มะเร็งผิวหนัง ภัยที่คุณมองข้าม

มะเร็งผิวหนัง (Skin cancer หรือ Cutaneous carcinoma)

ถ้าพูดถึงโรคมะเร็งผิวหนัง เรามักจะนึกถึงภาพของชาวต่างชาติหรือฝรั่งนอนอาบแดด บางทีเกรียมจนน่ากลัว ในขณะเดียวกันในประเทศไทยเราก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ทำงานตากแดดเป็นเวลานานๆเช่นเดียวกัน แต่ในคนไทยเราโชคดีที่มีสีผิวคล้ำมากกว่าโดยมีคุณภาพในการกรองแสงยูวี แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงหากได้รับแสงแดดจ้าในเวลานานๆ และในปัจจุบันอัตราการเกิดมะเร็งผิวหนังในรอบ 40 ปีเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า ความน่ากลัวของโรคทางผิวหนัง แน่นอนว่าเมื่อก่อตัวเป็นสารมะเร็ง นั่นหมายถึงเกิดความผิดปกติของเนื้อเยื่อ แล้วถ้าหากลุกลามอาจก่อให้เกิดให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียวนะคะ

มะเร็งหนัง

 

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง

1.การได้รับสารเคมีก่อมะเร็ง เช่นสารหนูที่ปนอยู่ในน้ำ ยาหม้อ ยาไทย ยาจีน ยาลูกกลอน

2.แผลเป็นจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลจากผื่น ผิวหนังบางโรค เช่น DLE

3.มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง

4.เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV ที่ทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ

5.ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายไต

6.ผิวหนังในบริเวณที่เคยได้รับรังสีรักษา

»» มะเร็งผิวหนังหลักๆจะมีอยู่ 3 ชนิด 

1. มะเร็งชนิด Basal Cell พบได้บ่อยที่สุด มักไม่แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด จึงไม่เป็นสาเหตุให้ถึงขั้นเสียชีวิต แต่อาจจะลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองได้ มีลักษณะดังนี้

⇒จะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนูน สีเดียวกับผิวหนัง หรือสีชมพูใส มีขอบ อาจมีเลือดออกบ่อยๆ

⇒ลักษณะคล้ายสิว เป็นๆ หายๆ มักมีเลือดออก

⇒ลักษณะเป็นก้อนแบบแข็ง ติดกับผิวหนัง

⇒ลักษณะเป็นก้อนขุย มีสะเก็ดดำเลือดออก

⇒มีอาการระคายเคืองบริเวณก้อนเนื้อ แผลเรื้อรัง เป็นๆหายๆ มีเลือดออก

2.มะเร็งชนิด Squamous Cell มีความรุนแรงปานกลาง สามารถลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือดได้สูง เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ หรือมีการแบ่งเซลล์มะเร็งให้แพร่กระจายสูง มักจะแพร่กระจายเข้าสู่ปอด

3.มะเร็งชนิด Malignant Melanoma เป็นกลุ่มที่แพร่กระจายเร็วมากที่สุด เป็นมะเร็งซึ่งเกิดจากเซลล์ที่สร้างเม็ดสีของผิวหนัง เมื่อเป็นแล้วค่อนข้างกระจายและดื้อต่อการรักษา

 

ข้อสังเกตุของมะเร็งผิวหนัง

1.ไฝที่เป็นอยู่เดิมมีรูปร่างเปลี่ยนไปหรือไม่ เช่น ลักษณะของไฝสองข้างไม่เหมือนกัน

ขอบไม่เรียบ สีไม่สม่ำเสมอ ขนาดมากกว่า 6 มิลลิเมตร เป็นต้น

2.เกิดผื่นหรือก้อนที่เกิดขึ้นมาใหม่ แล้วไม่หายไปภายในระยะเวลา 4-6 สัปดาห์

3.ลักษณะไฝ หรือปานที่โตเร็ว และรูปร่างเปลี่ยนไปจากเดิม มีอาการคัน แตกเป็นแผลและมีเลือดออก

4.มีลักษณะเป็นแผลเรื้อรังไม่หายใน 4 สัปดาห์

มะเร็งผิวหนัง

วิธีการตรวจและรักษามะเร็งผิวหนัง

ทำได้โดยเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ หากพบว่าเป็นเซลล์มะเร็งก็ต้องทำการผ่าตัดออก และหากเกิดขึ้นในบริเวณที่อาจเกิดการผิดรูปหลังการผ่าตัด เช่นบริเวณใบหน้า หมอจะทำการผ่าตัดที่เรียกว่า Mosh micrographic surgery เพื่อตรวจดูว่าได้ตัดมะเร็งออกได้หมด หากยังมีหลงเหลือก็จะกลับมาผ่าตัดซ้ำจนหมด จึงจะเย็บปิดแผล วิธีนี้ทำให้สามารถตัดมะเร็งออกได้หมดในคราวเดียว โดยไม่ตัดเนื้อดีออกมากเกินความจำเป็น แต่ในบางครั้งมะเร็งถูกทิ้งไว้จนมีขนาดใหญ่เกินที่จะตัดได้หมด อาจรักษาโดยการใช้รังสีรักษา หรือถ้ามีการแพร่กระจายก็จะต้องมีการใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย

วิธีการป้องกันโรคมะเร็งผิวหนัง

1.หลีกเลี่ยงการทำผิวสีแทน

2.ไม่ควรใช้สารที่ทำให้ผิวขาว หรือทำลายเม็ดสี โดยเฉพาะการฉีดสารกลูต้าไทโอนเข้าไปในเส้นเลือดดำ

3.หลีกเลี่ยงภาวะที่เสี่ยงต่อการระคายเคืองผิวหนัง เช่นการสัมผัสสารเคมีบ่อยๆ หรือการใช้เวัตถุขัดถูผิวหนังอย่างแรงๆบางชนิด

4.ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในเวลา 10:00-16:00 น.

5.เมื่อจำเป็นต้องออกแดดก็ควรใส่หมวกปีกกว้าง ใส่เสื้อแขนยาว และใช้แว่นกันแดดที่กันรังสียูวีได้

6.ควรทาครีมกันแดดที่ปกป้องทั้ง UVA และ UVB ทุกวัน โดยมี SPF อย่างน้อย 15 แต่สำหรับในคนที่ต้องออกแดด ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 30 และสามารถกันน้ำได้

7.วิธีการทาครีมกันแดดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยควรทาครีมกันแดดอย่างน้อย 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที หากมีเหงื่อมากหรือต้องสัมผัสกับน้ำ ก็ควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง

8.เช็คผิวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ผิวหน้าแต่ควรเช็คผิวให้ทั่วทั้งตัว

9.หากพบความผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจทันที

 และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังในปัจจุบันก็คือ รังสีอุลตร้าไวโอเลต ทั้ง UVA และ UVB และประเทศไทยของเราเป็นเมืองร้อน ยากมากที่จะหลีกเลี่ยงจากรังสีเหล่านี้ในแต่ละวัน ทางที่ดีที่สุดคือหมั่นดูแลผิวจากวิธีดังกล่าวเบื้องต้น และคอยสังเกตุผิวหนังหรือร่างกายเราอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการผิดปกติดังที่กล่าวมาก็ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีนะคะ 

 

Comments

comments