วัณโรค อยู่ไกล้ตัวกว่าที่คิด

วัณโรค (Tuberculosis)

โรคที่ทำให้เกิดอาการไอนั้นมีอยู่หลายโรค ซึ่งหนึ่งในโรคที่เป็นอันตรายมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “วัณโรค” มีสาเหตุมากจากเชื้อแบคทีเรียที่โตช้าชนิดหนึ่ง ซึ่งชอบอยู่ในที่ๆมีออกซิเจนมากๆ เช่น ที่ปอด เชื้อแบคทีเรียนี้มีชื่อว่า  Mycobacterium tuberculosis หรือที่เรียกกันย่อๆว่า TB ซึ่งก็คือเชื้อวัณโรคนั่นเอง (*** เชื้อวัณโรคถูกค้นพบในปีพุทธศักราช 2425 โดย Dr.Robert Koch) ซึ่งเชื้อนี้จะทำให้ผู้ป่วยไอติดต่อกันเป็นเวลานาน และเกิดแผลในปอดจนทำให้เสียชีวิตได้ และถึงแม้ว่าวัณโรคจะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็ยังถือว่าเป็นโรคติดต่อที่มีความน่าเป็นห่วง จากข้อมูลรายงานขององค์การอนามัยโลก ในปีพุทธศักราช 2552 ประมาณการว่ามีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรครายใหม่สูงถึง 9.4 ล้านคนทั่วโลก ในจำนวนนี้พบว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตถึง 1.7 ล้านคน แม้แนวโน้มของวัณโรครายใหม่ทั่วโลกจะลดลง แต่ในประเทศไทยคาดว่ามีผู้ป่วยรายใหม่เกือบเท่าเดิมในทุกๆปี คือประมาณ 94,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 12,000 รายต่อปี ซึ่งติดอันดับเป็นหนึ่งใน 22 ประเทศที่มีปัญหาเรื่องวัณโรคมากที่สุด วัณโรคกับคนไทยจึงไม่ใช่ปัญหาไกลตัวอย่างที่เราคิดกัน

 

ปอดๆ

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นวัณโรค ???

เชื้อวัณโรคจะเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ โดยมีเพียง 1 ใน 10 ของผู้รับเชื้อที่จะมีโอกาสติดเชื้อ และเชื้อวัณโรคมักจะไปฟักตัวอยู่ที่ปอดส่วนบนซึ่งเป็นส่วนที่มีออกซิเจนมากที่สุด โดยปกติแล้วเชื้อวัณโรคจะมีระยะฟักตัวอยู่ประมาณ 4-8 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเริ่มทำลายเซลล์ที่อยู่รอบๆ จะทำให้ผู้ป่วยเริ่มมีอาการไอ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีไข้ต่ำๆและมีเหงื่อออกตอนกลางคืน ในระยะแรกจะมีอาการไอแห้งๆ ต่อมาจะไอมีเสมหะและยิ่งไอมากเวลาเข้านอน  ตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังอาหาร อาการไอเรื้อรังอาจเป็นนานนับเดือน ในรายที่เป็นมากๆจะหอบ หรือไอเป็นเลือดก้อนแดงๆ หรือดำออกมา หากเกิดในเด็กอาการมักจะรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย เชื้ออาจจะแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆเช่น กระดูก ไต หรือลำไส้ ในรายที่เป็นน้อยๆผู้ป่วยบางคนอาจจะรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอก ซึ่งไม่มีอาการไอ ซึ่งในกรณีนี้มักจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการเห็นจุดในปอดด้วยการเอ็กซเรย์ ดังนั้นหากพบว่าตัวเรามีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ หรือไอมีเสมหะปนเลือด หรืออาศัยอยู่ไกล้กับผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค หรือเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภูมิร่างกายไม่แข็งแรง เช่นโรคไต เบาหวาน ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ผู้ติดสารเสพติดชนิดฉีด เราก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษา ก่อนที่อาการจะหนักเกินไป

การตรวจ-วินิจฉัยของแพทย์

โดยปกติแพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคจากการซักประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยในการวินิจฉัยได้ในระดับหนึ่ง แต่การวินิจฉัยที่แน่นอนจะต้องตรวจหาเชื้อวัณโรคจากเสมหะ โดยการตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือการนำเสมหะไปเพาะหาเชื้อโดยวิธีย้อมสี ร่วมกับผลเอ็กซเรย์ปอด ถึงจะดำเนินการวินิจฉัยเชื้อวัณโรคได้อย่างแน่นอน เพื่อจะทำการรักษาต่อไป

ตรวจวัณโรค

วัณโรคติดต่อได้อย่างไร ???

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของวัณโรคก็คือ การที่โรคนี้สามารถแพร่กระจายไปได้ในทุกๆที่ในชีวิตประจำวันของเรา โดยเป็นการแพร่กระจายจากผู้ป่วยขณะไอ จาม หรือแม้กระทั่งการพูดคุย โดยเชื้อจะออกมาจากน้ำลายหรือละอองเสมหะ และจะลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน ยิ่งในที่ๆอากาศไม่ถ่ายเทหรือมีแสงส่องถึง เช่น ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนต์ ในเครื่องบิน ในรถแท็กซี่ หรือในรถประจำทาง เมื่อเราหายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าไปก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ถ้าเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง ร่างกายจะสามารถควบคุมเชื้อวัณโรคไว้ได้โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ถ้าผู้ที่มีภูมิร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก คนชรา ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังเช่นเบาหวาน หรือโรคไต ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่าง เอดส์ ผู้ที่ติดยาเสพติดหรือสุรา ก็จะมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้สูงถ้าได้รับเชื้อเข้าไป

วัณโรค.สาระเร็ว

»»วิธีการรักษาตัวเราให้ห่างไกลวัณโรค ก็คือต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรง และอยู่ในที่ๆมีอากาศถ่ายเท เช่นอยู่ในห้องก็ควรที่จะเปิดหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเทเข้ามาบ้าง เพราะการปิดห้องและเปิดเฉพาะเครื่องปรับอากาศนั้นจะทำให้อากาศไม่หมุนเวียน และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคได้ และที่สำคัญเมื่อเรามีอาการไอ ก็ควรสวมผ้าปิดปาก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่น

การรักษาวัณโรค

วัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องกินยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานพอ โดยใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน และต้องใช้ยาหลายขนาด ยาที่ใช้ในการรักษาวัณโรคจะแบ่งแบบการรักษาออกเป็น 2 ระยะ

ยาวัณโรค

ระยะที่ 1 ระยะเข้มข้น ในช่วงเวลา 2  เดือนแรก การรักษาในช่วงนี้จะประกอบไปด้วยตัวยาหลัก 4 ชนิด โดยตัวยาอาจจะอยู่ในลักษณะของยาแยกเม็ดหรือรวมอยู่ในเม็ดเดียวกันที่เรียกว่ายารวมมิตร ระยะเข้มข้นนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก ซึ่งจะช่วยลดปริมาณของเชื้อในปอดลงได้เยอะที่สุด และช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อด้วย

ระยะที่ 2 ระยะต่อเนื่อง ในช่วงเวลา 4 เดือนต่อมา การรักษาใช้ยาหลัก 2 ชนิดเพื่อกำจัดเชื้อวัณโรคที่เหลืออยู่ ซึ่งตัวยาอาจจะอยู่ในรูปแบบของยาแยกเม็ดหรือรวมเม็ดก็ได้เช่นกัน

»»หากกินยาครบตามสูตรนี้ก็จะสามารถช่วยรักษาวัณโรคได้ ซึ่งการทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหากทานยาไม่ครบเชื้อวัณโรคก็จะมีการพัฒนาตัว ทำให้เกิดการดื้อยาขึ้น ทำให้เกิดการรักษาด้วยยาที่มีราคาแพง และใช้เวลานานกว่า 18 เดือนและอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยามากขึ้นอีกด้วย ยิ่งถ้าหากเชื้อที่ดื้อยานี้แพร่ออกไปก็จะทำให้ผู้ที่ติดเชื้อทำการรักษายากขึ้นไปอีก  จากสถิติผู้ป่วยรายใหม่มีโอกาสรักษาให้หายได้มากกว่าผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาไปแล้วแต่รักษาไม่ครบแล้วกลับมารับการรักษาใหม่ ดังนั้นจึงควรรักษาให้หายขาดตั้งแต่ครั้งแรกที่เป็น

 

วัณโรค

การดูแลผู้ป่วยวัณโรค

สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาวัณโรคนั้น คือตัวผู้ป่วยเองต้องเคร่งครัดกับตัวเอง กินยาให้ครบทุกเม็ด ครบทุกมื้อ และไม่หยุดยาเองเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เชื้อวัณโรคดื้อยาได้ รวมไปถึงต้องมาพบแพทย์ตามวันนัดทุกครั้งเพื่อติดตามผลของการรักษา และอาการข้างเคียงของการใช้ยาที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนั้นผู้ป่วยควรเลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ทุกชนิด เพราะจะยิ่งทำให้อาการของวัณโรคแย่ลง ญาติหรือผู้ดูแลที่อยู่ไกล้ชิดจะมีความสำคัญมากที่จะคอยให้กำลังใจ ช่วยดูแลการรับประทานยาของผู้ป่วยให้ต่อเนื่อง ควรเห็นผู้ป่วยทานยาต่อหน้าทุกครั้ง และดูแลผู้ป่วยให้มารับการรักษาอย่างต่อเนื่องตามเวลานัด หากมีข้อสงสัยใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรค เรื่องยา หรืออาการข้างเคียงเกี่ยวกับโรคควรปรึกษาแพทย์โดยตรง

สิ่งสุดท้ายที่สำคัญก็คือ ทุกคนในสังคม ซึ่งมีความสำคัญมากที่จะช่วยดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน หากเราเห็นเพื่อนหรือคนรู้จักมีอาการเข้าข่ายที่น่าจะเป็นวัณโรค ก็ควรจะแนะนำให้ไปตรวจวินิจฉัยอย่างเนิ่นๆ ให้กำลังใจและช่วยดูแลการรับประทานยาของผู้ป่วย ดูแลให้ผู้ป่วยรับการรักษาอย่างต่อเนื่องตามเวลานัด คนที่เป็นก็ควรใส่ใจดูแลตัวเองให้ดี เพราะถ้าคุณหายทุกคนก็จะปลอดภัย ทีนี้ก็จะทำให้วัณโรคเป็นเรื่องไกล้ตัวที่ไม่น่ากลัวอีกต่อไป แล้วปัญหาวัณโรคก็จะหมดไปจากประเทศไทยในที่สุดนะคะ

Comments

comments