ผักคราดหัวแหวน สรรพคุณ 34 ข้อ

“ผักคราดหัวแหวน ต้นตำรับยาชาในตำรับหมอยาทั่วโลก”

คราดหัวแหวน

“ผักคราดหัวแหวน”เป็นผักพื้นบ้านขนานแท้ ทางภาคใต้เรียกว่า ผักตุ้มหู ภาคเหนือเรียกว่า ผักเผ็ด ที่ได้ชื่อว่าผักคราดหัวแหวนนั้นเนื่องจากดอกมีลักษณะคล้ายหัวแหวน พบได้ทั่วไปในที่ลุ่มชื้น หรือที่ราบลุ่มแจ้งตามคันนา โดยเฉพาะตามข้างๆริมห้วยหรือริมคลองเมื่อน้ำแห้ง เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง หรือทอดไปตามพื้นดินเล็กน้อยแต่ปลายชูขึ้น แตกกิ่งสาขาและมีความสูงประมาณ 20-30 เซ็นติเมตร

ชื่อสมุนไพร : ผักคราดหัวแหวน

ชื่ออื่นๆ : ผักตุ้มหู หญ้าตุ้มหู ผักเผ็ด ผักคราด

ชื่อในทางวิทยาศาตร์ : Spilanthes acmella L. Murr.

ชื่อวงศ์ : Compositae

<<ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>>

ผักคราดหัวแหวนมีลักษณะลำต้นอ่อน อวบน้ำ มีสีเขียวม่วงปนแดงเข้ม มีขนปกคลุมเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม รูปใบหอกแกมรูปไข่ ขอบใบเรียบหรือหยักเป็นฟันเลื่อยแบบหยาบๆ ผิวใบสาก มีขน ปลายใบแหลม โคนใบเสาะ จะออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง เป็นกระจุกสีเหลือง ลักษณะโค้งรูปไข่ ปลายแยกเป็นแฉก ก้านดอกเรียวยาวตั้งตรง ส่วนของดอก ใบ และลำต้น มีรสเผ็ดซ่า ทำให้ลิ้นชา  สาเหตุที่ผักคราดหัวแหวนเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ลิ้นชา เนื่องจากว่ามีสาร spilanthol (สารที่มีฤทธิ์เป็นยาชา) ซึ่งในประเทศจีนนั้นจะนำไปสกัดเป็นยาชา และด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เองจึงไม่ใช่แค่หมอยาในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งในตำรับหมอยาทั่วโลกก็ใช้ผักคราดหัวแหวนเป็นยารักษาอาการปวดฟัน จนให้ฉายาผักคราดหัวแหวนว่า toothache plant ก็คือเป็นพืชที่ช่วยรักษาอาการปวดฟันนั่นเอง

ผักคราดหัวแหวนรับประทานเป็นผักสดแกล้มกับอาหารคาว เพื่อช่วยดับกลิ่นและช่วยเพิ่มรสชาติ ส่วนยอดอ่อนและดอกอ่อน นำไปลวกรับประทานแกล้มกับน้ำพริก ลาบ ก้อย แกง หรือนำไปใส่ในแกง หรือแกงอ่อมก็ได้ ส่วนของรากนั้นใช้เป็นยาแก้ปวดศรีษะ แก้คัน และเป็นยาระบายตุ้มแหวน

ผักคราดหัวแหวนนั้น ยังถือเป็นพืชสมุนไพรที่มีลักษณะโดดเด่นในการนำไปรักษาอาการปวดฟันและใช้เป็นยาเฉพาะที่ โดยเฉพาะตำรับยาแก้ปวดฟันให้นำเอาก้านดอกหรือลำต้นมาเคี้ยวหรือขยี้อุดเข้าไปในรูที่ปวด โดยจะให้น้ำจากผักคราดหัวแหวนซึมเข้าสู่บริเวณที่ปวดจะช่วยให้รู้สึกชาและหายปวด  นอกจากนี้สาร spilanthol ที่มีอยู่ในผักคราดหัวแหวนยังมีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อปรสิตที่อยู่ในกระแสเลือด เช่น เชื้อมาลาเลีย โดยที่ไม่มีพิษต่อคน ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าการกินผักคราดหัวแหวนจะสามารถป้องกันมาลาเลียได้ และด้วยการที่ผักคราดหัวแหวนมีรสเผ็ดร้อนนั้น จึงช่วยในการขับลม รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้อีกด้วย สำหรับสาวๆที่มีอาการปวดประจำเดือนให้นำผักคราดหัวแหวนไปคั้นน้ำสดผสมกับน้ำผึ้ง ใช้กินรักษาอาการปวดประจำเดือนได้ นอกจากนี้ยังนิยมนำเอาผักคราดหัวแหวนไปเป็นส่วนผสมของยาอบ หรือยาอาบหลังคลอด โดยนำไปใช้ร่วมกับใบหนาดและใบมะขาม เพื่อช่วยบำรุงเลือดลมของสตรีให้ทำงานปกติ เมื่อเคี้ยวผักคราดหัวแหวนจะช่วยกระตุ้นให้น้ำลายออกมามาก จึงช่วยให้การย่อยอาหารในปากและกระเพาะอาหารดีขึ้น และยังช่วยรักษาต่อมน้ำลายอักเสบได้ด้วย ซึ่งการกระตุ้นต่อมน้ำลายนั้นยังช่วยกระตุ้นต่อมน้ำเหลือง จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายดีขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื่อโรคต่างๆได้ดี

*** ข้อห้าม สำหรับหญิงมีครรภ์ห้ามรับประทานผักคราดหัวแหวน เพราะว่าอาจจะทำให้แท้งลูกได้

ขอบคุณภาพประกอบจาก >> zoom50.wordpress.com ,www.giardini.biz

สรรพคุณ 

  1. ช่วยแก้อาการปวดฟัน (ดอก,ใบ,ลำต้น)
  2. เป็นยาขับน้ำลาย รักษาแผลในปากและคอ (ดอก)
  3. ช่วยแก้โรคลิ้นเป็นอัมพาต (ดอก)
  4. ช่วยแก้โรคติดอ่างในเด็ก (ดอก)
  5. ช่วยแก้อาการปวดศรีษะ (ดอก,ใบ,ราก)
  6. ช่วยรักษาโรครำมะนาด (ดอก)
  7. ใช้เป็นยาชาแก้พิษตามทวารหนัก (ใบ)
  8. ช่วยรักษาโรคริดสีดวง (ใบ)
  9. ช่วยรักษาอาการตัวร้อนในเด็ก (ใบ)
  10. ช่วยรักษาแผล สมานแผล (ใบ)
  11. ช่วยแก้อาการโลหิตเป็นพิษ (ใบ)
  12. ช่วยรักษาอาการท้องอืด เป็นยาระบายอ่อนๆ (ใบ)
  13. ช่วยแก้อาการสำรอกของเด็ก (ใบ)
  14. ช่วยรักษาอาการอัมพาต (ใบ)
  15. ช่วยรักษาเกี่ยวกับโรคฝีดาด (ใบ)
  16. ช่วยรักษาอาการสายตาฟ่าฟาง (ใบ)
  17. ช่วยรักษาอาการตกเลือด แก้มึน (ใบ)
  18. เป็นยาถ่ายสำหรับเด็ก (ใบ,ราก)
  19. ช่วยรักษาอาการต่อมน้ำลายอักเสบ (ลำต้น)
  20. ช่วยย่อยอาหารและทำให้เจริญอาหาร (ลำต้น)
  21. ช่วยบรรเทาอาการไข้ได้ (ลำต้น)
  22. ช่วยรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน (ทั้งต้น)
  23. แก้พิษตานซาง แก้ผอมเหลือง (ทั้งต้น)
  24. แก้บิด แก้ริดสีดวง (ทั้งต้น)
  25. ใช้ดื่มเป็นขาขับปัสสาวะ (ทั้งต้น)
  26. แก้หอบ แก้อาการไอ (ทั้งต้น)
  27. แก้หลอดลมอักเสบ (ทั้งต้น)
  28. แก้ไขข้ออักเสบ (ทั้งต้น)
  29. ตำพอกแก้พิษบวม แก้พิษงูและสุนัขกัด (ทั้งต้น)
  30. แก้ฝีในคอ แก้คออักเสบ (ทั้งต้น)
  31. มีฤทธิ์ในการฆ่าตัวอ่อนยุง ใช้เบื่อปลาได้ (ทั้งต้น)
  32. ช่วยรักษาโรคดีซ่าน (ทั้งต้น)
  33. บรรเทาอาการปวดหลังคลอดได้ (ทั้งต้น)
  34. บรรเทาอาการฟกช้ำภายในทรวงอก (ทั้งต้น)

Comments

comments