หัดเยอรมัน ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

หัดเยอรมัน ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม!

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94

“หัดเยอรมัน” คือโรคที่พบได้บ่อยไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15-24 ปี แม้ว่าหัดเยอรมันจะมีรูปแบบในการระบาดที่ไม่รุนแรงเท่ากับโรคหัดอื่นๆและอีสุกอีใส แต่หากคุณได้สัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วยหัดเยอรมันตามสถานที่สาธารณะ โรงเรียน โรงงาน หรือที่ทำงาน อาจจะทำให้ได้เชื้อหัดเยอรมัน ซึ่งถือว่าเป็นภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง




หัดเยอรมัน (German measles) หรือในอดีตเราจะเรียกว่าหัดสามวัน (Three-day measles) คือโรคหัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Rubella virus) ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อกับผ่านทางระบบหายใจ สารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำลาย น้ำมูก การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย หรือการสัมผัสร่างกายโดยตรงกับผู้ป่วย ทันทีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ1 – 2 อาทิตย์ในการกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ระบบน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ตับ และม้าม

ลักษณะอาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำในช่วงแรก แต่สักระยะจะมีไข้สูงถึง 41-42 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว รวมไปถึงอาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกและตาแดง จากนั้นจะเข้าสู่ระยะผื่น โดยมีลักษณะผื่นที่แบนราบเป็นสีชมพูอ่อนๆ มีขนาดเล็กประมาณ 1-4 มิลลิเมตร ขึ้นเป็นจำนวนมากที่บริเวณชายผม รอบปาก ใบหู ลำคอ ลำตัว แขนและขาอย่างรวดเร็วทั่วร่างกายภายใน 1-3 วัน

อันตราย และภาวะเสี่ยง

ความน่ากลัวของหัดเยอรมัน (German measles) คือการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น อาการข้ออักเสบ, สมองอักเสบ, เลือดออกตามร่างกายง่ายผิดปกติ, เยื่อบุหัวใจ, กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ, ประสาทตาอักเสบ, ไขสันหลังอักเสบ หรือตับอักเสบ เป็นต้น

pregnant-775028_960_720หากพบเชื้อหัดเยอรมันในหญิงตั้งครรภ์ อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากแม่สู่เด็กในครรภ์ หรือโรคหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital rubella syndrome – CRS) นอกจากนั้นยังอาจจะรุนแรงถึงขนาดแท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด หรือเกิดความผิดปกติของทารกที่รอดชีวิต ฉะนั้น หากเกิดอาการผื่นขณะตั้งครรภ์ต้องพบแพทย์โดยทันที 

 

วิธีการรักษา

การรักษาโรคหัดเยอรมันโดยทั่วไปนั้นจะให้การรักษาตามอาการเป็นหลัก เช่น ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ทาคาลาไมน์โลชั่น (Calamine lotion) เพื่อลดอาการผื่นคัน ให้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และทำการแยกผู้ป่วยเพื่อป้องการแพร่เชื้อของโรคหัดเยอรมัน

Comments

comments