โรคกรดไหลย้อน

  โรคกรดไหลย้อน  (GERD) พูดถึงเรื่องสุขภาพในปัจจุบันมีโรคภัยต่างๆเกิดขึ้นมากมายเลยนะคะ ถ้าพูดถึงโรคที่เกิดจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หลายๆคนคงคิดว่า”โรคกระเพาะ” แต่วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคอีกชนิดหนึ่งที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารกันค่ะ นั่นก็คือ”โรคกรดไหลย้อน” กรดไหลย้อน คือภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด  จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ปกติการทำงานของหลอดอาหารคือบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่างและหูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหารไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาด้านบนหลอดอาหาร  ปัจจุบันหูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยในบางคน ซึ่งจะตรวจพบในกลุ่มคนทั่วไป เกิดขึ้นในทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ในวัยเด็กอาจเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ แต่ในวัยผู้ใหญ่เกิดจากการเสื่อมของกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว จะพบมากสุดในกลุ่มคนอ้วน หรือว่าคนที่สูบบุหรี่ และการไหลย้อนของกรดถ้ามีมากจะทำให้ไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอด ถ้าหากไม่รีบรักษาหรือไปพบแพทย์อาจทำให้เรื้อรังจนกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ค่ะ กลไกการเกิดกรดไหลย้อน สภาวะการเกิดกรดไหลย้อนคือเกิดจาก”กรด”เหมือนกันกับการเกิดโรคกระเพาะอาหาร แต่ถ้าอยู่บริเวณกระเพาะเป็นเรื่องของกระเพาะอาหารอักเสบ ลักษณะอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบจะปวดบริเวณลิ้นปี่  แต่ถ้าขึ้นมาระคายเคืองบนหลอดอาหารจะเป็นเรื่องของหลอดอาหารอักเสบ อาการที่เป็นกรดไหลย้อนจะเจ็บ แสบหน้าอก หรือจุกบริเวณคอ เรอเปรี้ยว เรอขม หรือมีรสขมในปาก การตรวจวินิจฉัย ทางการแพทย์มีวิธีตรวจวินิจฉัยโรค โดยการตรวจเช็คร่างกาย ถ้าสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้จะมีการส่องกล้องเข้าไปตรวจในหลอดอาหาร ว่ามีภาวะในการเป็นโรคกรดไหลย้อนหรือไม่ ส่วนการรักษาทางการแพทย์มี 3 วิธี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิต การรักษาด้วยยา การผ่าตัด โรคกรดไหลย้อนแม้จะไม่ใช่โรคที่ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต […]

กินกล้วยลดความอ้วน

  วิธีการช่วยลดน้ำหนักด้วยกล้วย ปกติการลดน้ำหนักทั่วๆไปก็คือเน้นการกินน้อยๆ แล้วออกกำลังกายให้เยอะๆ สำหรับคนที่ชอบกินก็คงต้องพยายามควบคุมความอยากกันเอามากอยู่ทีเดียว และปัญหาต่อมาสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาหรือมีเวลาน้อยสำหรับการออกกำลังกาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการลดน้ำหนักกันเลยทีเดียว วันนี้มีวิธีการลดน้ำหนักควบคู่กับคอนเซปน์ง่ายๆคือ 🔺ไม่ต้องอด ไม่ต้องทน 🔺ไม่ต้องเปลืองเวลา 🔺ไม่เปลืองเงิน ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจว่าอาหารแต่ละอย่างจะใช้ระยะเวลาในการย่อยไม่เท่ากัน  อย่างผลไม้มันจะมีเอนไซน์ที่ช่วยในการย่อยอยู่แล้ว เมื่อมันเข้าสู่กระเพาะเราก็ใช้เวลาในการย่อยแค่ 15 นาทีก็เคลื่อนสู่ลำไส้ ถ้าเป็นคาร์โบไฮเดรตจะใช้เวลาย่อยประมาณ 3-4 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าเรากินโปรตีนกับคาร์โบโฮเดรตเข้าไปพร้อมๆกัน น้ำย่อยจะไปตีกันแล้วทำให้ระบบย่อยไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดั้งนั้นเมื่อเราเข้าใจกระบวนการต่างๆแล้วก็จะเป็นแนวทางให้เรานำมาดีไซน์ได้ว่าเราควรกินอะไรเข้าไปในช่วงเวลาไหนเพื่อให้กระบวนการย่อยและเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการ ทานกล้วยในมื้อเช้า เคี้ยวละเอียดจนได้รับรสกล้วยในปากก่อนกลืน แล้วกินน้ำเปล่าตามไป กินน้ำเปล่าอุณภูมิปกติ กินตลอดวัน จิบบ่อยๆ ที่ต้องเป็นน้ำเปล่าเพราะน้ำเปล่าไม่ต้องย่อย กินเข้าไปแล้วดูดซึมได้เลย การรับประทานอาหาร ควรกินอาหารตามปกติในเวลาเที่ยง อยากกินอะไรก็กินได้เลย ไม่ต้องอด การทานขนม ถ้าต้องการกินขนมให้กินได้ตอนบ่ายสาม เวลาเดียว งดพวกคุกกี้ เค้ก ไอศกรีม เลี่ยงพวกย่อยยาก อาหารมือเย็นควรทานให้เสร็จก่อน 2 ทุ่ม ดีที่สุดคือก่อน 6 โมงเย็น เรื่องออกกำลังกาย ต้องทำแบบสบายใจ ไม่ต้องหักโหมจนเกินไป การจดบันทึก จดทุกอย่างลงสมุด ไม่ว่ากินอะไร […]

วิธีรักษาเท้าเหม็น

  วิธีรักษาเท้าเหม็น😄😄😄 เท้าเหม็น เป็นปัญหาไกล้ตัวที่เกิดขึ้นสำหรับหลายๆคน สร้างความหงุดหงิดใจทั้งต่อเจ้าของเท้าและคนรอบๆข้าง หลายคนเชื่อว่าอาการเท้าเหม็นนั้นเกิดจากการที่เหงื่อออกมากที่ออกจากฝ่าเท้าเวลาเราใส่รองเท้าหุ้มส้นเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะรองเท้าที่ระบายไม่ดี ก่อให้เกิดการอับชื้น ความเชื่อนี้ถูกต้องแต่ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งสำคัญที่เป็นสาเหตุของเท้ามีกลิ่นเหม็นรุนแรงมากที่สุดก็คือแบคทีเรีย ที่เข้าไปทำปฏิกิริยากับเหงื่อทำให้เกิดอาการเท้าเหม็นถาวร แบคทีเรียที่ว่านี้ชื่อว่า ว่า  Micrococcus Sedentarius พบได้รอบๆตัวเรา มันจะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น ขณะสวมรองเท้าหุ้มส้นเป็นเวลานานๆ เท้าเราจะมีความชื้นสูงส่งผลให้ผิวชั้นนอกสุดของฝ่าเท้าชุ่ม เปื่อยยุ่ย แบคทีเรียนี้จะกัดกินผิวหนังฝ่าเท้าไปเรื่อยๆจนทำให้เกิดอาการเหม็น คนที่มีอาการเท้าเหม็นจะไม่มีอาการคัน เลยไม่ค่อยรู้สึกตัวเพราะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ต่างจากโรคที่เกิดจากเชื้อราเช่นน้ำกัดเท้าซึ่งจะทำให้ผิวหนังหลุดลอก เท้าเหม็นเป็นโรคที่ไม่หาย ต้องมีการป้องกันและรักษาความสะอาดอย่างต่อเนื่อง พบได้มากทั้งชายและหญิง แต่เนื่องจากผู้ชายมีภาวการณ์สร้างเหงื่อได้มากกว่าเลยทำให้มีกลิ่นแรงกว่า 💭💭💭วิธีรักษา 💭💭💭 เอาเท้าแช่ลงไปในน้ำที่ผสมน้ำยาบ้วนปากสักประมาณ สักประมาณ 30 นาที ต้มน้ำเกลือให้มีอุณหภูมิ 37 องศาแล้วบีบน้ำมะนาวลงไปผสมแล้วแช่เท้า สามารถขัดเท้าไปด้วยได้ ทำประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เอาใบสะระแหน่มาต้ม รอให้น้ำอุ่นแล้วเอาเท้าไปแช่ประมาณครึ่งชั่วโมง และสามารถขัดถูตากซอกเท้าได้เช่นกัน เอาผงชาที่ชงแล้วมาแช่กับน้ำอุ่นแล้วเอาเท้าแช่ประมาณ 10 นาทีทำประมาณ2ครั้งต่อสัปดาห์ เปลี่ยนรองเท้าทุก 1-2 วัน นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำไมเราต้องมีรองเท้าหลายๆคู่ เอารองเท้าไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ถุงเท้าที่เราใส่ควรเปลี่ยนทุกวันและซักให้สะอาด ถ้าทำทุกวิธีแล้วอาการเท้าเหม็นยังคงไม่หาย หรือไม่บรรเทาลงเลย คงต้องไปหาหมอเพื่อใช้ยายารักษาเชื้อแบคทีเรียโดยตรง […]

กระโดดเชือกลดน้ำหนัก

  กระโดดเชือกลดน้ำหนัก การออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือก จะช่วยให้เราลดความอ้วนได้เร็วและดีกว่าวิธีอื่น เนื่องจากว่าการกระโดดขึ้นๆลงนั้นมันจะทำให้น้ำย่อยออกมาจากกระเพาะ จะทำให้เราหิวน้อยลง เมื่อเทียบการออกกำลังกายด้วยการกระโดเชือกเป็นเวลาติดต่อกัน 15 นาทีนั้นเท่ากับการออกกำลังกายแบบวิ่งประมาณ 30 นาที โดยเป็นกิจกรรมที่เราไม่ต้องใช้พื้นที่มาก ใช้พื้นที่ประมาณเล็กน้อย 3 คูณ 3 เมตร แต่ควรให้ระดับพื้นมีผิวเรียบและมีความสม่ำเสมอ การเลือกเชือกที่กระโดดก็ควรให้เหมาะสมกับความสูงของแต่ละคน โดยไม่ควรเริ่มกระโดดเชือกแบบหักโหม ไม่กระโดดเร็วจนเกินไป เมื่อมีการพัฒนาและชำนาญแล้วค่อยเพิ่มความเร็ว กระโดดเชือกแค่ประมาณ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน หรือมีเวลาสามารถทำทุกๆวันก็ได้ค่ะ  ✫✫✫ ประโยชน์ของการกระโดดเชือก ✫✫✫ 1.ช่วยเสริมสร้างและพัฒนาระบบการหมุนเวียนโลหิตและระบบหายใจให้มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ขึ้น 2.ช่วยพัฒนาความแข็งแรง พลัง และความทนทานระบบโครงสร้างของร่างกายเช่นกระดูก และกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น 3.สร้างความแข็งแกร่งและความหนาของมวลกระดูกให้แข็งแรงขึ้น 4.ช่วยพัฒนาระบบการประสานงานของอวัยวะต่างๆในการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาทสั่งการของ ตา แขน ขา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการกระโดดเชือกจะเป็นกิจกรรมแอโรบิกอย่างหนึ่งเหมาะสมหรับทุกเพศทุกวัย แต่ด้วยการเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกระแทก จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักมาก ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการบาดเจ็บเกี่ยวกับข้อเข่า ข้อเท้า หรือผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนหรือหักง่าย ดั้งนั้นการเลือกวิธีออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักถึงแม้จะให้ผลลัพธิ์เกี่ยวกับการลดน้ำหนักได้ดี แต่ก็ควรคำนึงถึงความเหมาะสมตามสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วยนะคะ

วิธีรักษาเล็บขบ

เล็บขบ (ใครคิดว่าไม่สำคัญ…) ปัญหาเรื่องเล็บฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่การเป็นเล็บขบนั้นส่วนใหญ่จะมีอาการเรื้อรัง รักษาไม่หายง่ายๆ อาการเล็บขบบวมแดงบริเวณปลายเล็บถ้าไปสัมผัสถูกอาจเจ็บแต่ถ้าอักเสบไม่ต้องสัมผัสก็เจ็บได้ คนที่เคยเป็นก็คงจะเข้าใจได้ดีถึงอาการเจ็บปวดจากการอักเสบของเนื้อเล็บว่ามันทรมานสุดๆแค่ไหน ส่วนคนที่ยังไม่เคยเป็นวันนี้เรามารู้สาเหตุของการเกิดเล็บขบ พร้อมทั้งวิธีการดูแลรักษาเล็บเมื่อเป็นเล็บขบกันนะคะ เล็บขบ เป็นอาการของโรคทั่วไปของโรคเกี่ยวกับเล็บ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเล็บมือและเล็บเท้า แต่ส่วนใหญ่จะพบว่าเกิดขึ้นกับเล็บเท้ามากกว่า เกิดจากการที่เนื้อข้างในใต้เล็บอักเสบทำให้เกิดจุลินทรีย์และมีอาการเจ็บปวด บวมแดง รวมถึงเป็นหนอง กระทั่งร้ายแรงสุดถึงขั้นต้องถอดเอาเล็บออกมากันเลยทีเดียว และถ้าไม่รีบรักษาสามารถทำให้เกิดเนื้องอกได้ “สาเหตุของการเกิดเล็บขบ” เกิดจากการใส่รองเท้าที่พอดีกับรองเท้าเกินไป ตัดเล็บไม่ถูกวิธี คือตัดเล็บเข้าเนื้อเกินไป อุบัติเหตุเช่นเท้าชนกับบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งลักษณะที่จะทำให้เกิดเล็บขบนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายทั้งชายและหญิง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เราทำในชีวิตประจำวัน เช่นการออกกำลังกายของกลุ่มผู้ชาย เช่นการเตะบอล แน่นอนว่าเล็บต้องมีการชนกระแทกกับลูกบอล ส่วนในกลุ่มผู้หญิงที่ชอบการตกแต่งเล็บเป็นประจำ รวมทั้งการใส่รองเท้าส้นสูงที่ต้องทิ้งน้ำหนักมาอยู่ที่ปลายเท้าอาจบีบรัดปลายเท้าในขณะเดิน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเล็บขบได้ง่ายๆเช่นกัน “วิธีการรักษาเล็บขบ “ แช่เท้าในน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือสัก 10 นาที สำหรับคนที่เพิ่งเป็นใหม่ๆ ทำแบบนี้ทุกๆวันจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ตัดเล็บส่วนเกินที่ไม่เจ็บออก ใช้แอลกอฮอร์ 70% เช็ดเล็บทำความสะอาดเล็บ แล้วใช้ผ้าพันไว้ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไป ควรถูสบู่ตามซอกเล็บ เพื่อขจัดเชื้อโรคและเหงื่อไคลหลังอาบน้ำเป็นประจำทุกวัน ควรตัดเล็บให้เป็นแนวตรง อย่าตัดติดเนื้อ เลิกใส่รองเท้าที่พอดีกับเท้า เพราะมันจะบีบปลายเท้าทำให้เล็บถูกอัดเข้ากับเนื้อข้างเล็บแล้วทำให้เกิดการอักเสบ รักษาความสะอาดเสมอ หลีกเลี่ยงไม่ให้เท้าชนกับสิ่งต่างๆ **ข้อควรระวังอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังเป็นเล็บขบอยู่นะคะ คือพยายามอย่าตัดเล็บให้โดนเนื้อ เพราะถ้าเนื้อข้างเล็บเรามีแผล จะยิ่งทำให้เกิดอาการอักเสบทำให้รักษายากยิ่งขึ้น […]

1 22 23 24