โรคคอตีบคืออะไร เกิดจากอะไร และจะรักษาอย่างไร

โรคคอตีบคืออะไร เกิดจากอะไร และจะรักษาอย่างไร โรคคอตีบ หรือโรค Diphtheria นั้น เกิดจากหรือเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Corynebacterium diphtheria ซึ่งถือว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แม้ในปัจจุบันเราจะไม่พบเห็นผู้ป่วยโรคคอตีบมากนัก เนื่องจากคุณสามารถฉีดวัคซีนรวมเพื่อทำการป้องกันโรคคอตีบตั้งแต่อายุ 20 – 50 ปี แต่วันนี้เราจะมาให้รู้เกี่ยวกับโรคคอตีบว่ามันคืออะไรเกิดจากอะไรและจะรักษาอย่างไร สาเหตุ การเป็นโรคอตีบนั้นสามารถแบ่งออกเป็นหลักได้ ดังนี้ ⇒ติดเชื้อด้วยการสัมผัสกับคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ โดยสามารถติดต่อกันผ่านทางการรับประทานอาหาร หายใจใส่กัน หรือทางน้ำลายและเสมหะต่างๆ เมื่อผู้ป่วยจามหรือไอ เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะติดไปกับน้ำลายและเสมหะและฟุ้งผ่านไปทางอากาศ รวมไปถึงน้ำดื่ม อาหาร แว่นตา ผ้าเช็ดตัว หรือสิ่งของต่างๆที่ต้องสัมผัส ทันที่ร่างกายได้ได้รับเชื้อร่างกายจะแสดงอาการหลังจากนั้นประมาณ 2- 10 วัน เชื้อ Corynebacterium diphtheria จะทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก คอ และหลอดลม อาจส่งผลร้ายต่อกล้ามเนื้อหัวใจจนทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงได้ ⇒สาเหตุอื่นๆของการติดเชื้อโรคคอตีบนั้นยังรวมไปถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสุขอนามัยไม่สะอาดเท่าที่ควร รวมไปถึงผู้ที่ยังไม่ได้รับฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบอีกด้วย อาการ โดยทั่วไปแล้วอาการของโรคคอตีบจะประกอบไปด้วย อาการน้ำมูกไหล เจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ปวดศรีษะคล้ายกับอาการไข้หวัดแต่จะมีอาการอื่นๆ เช่น […]

เห็ดขี้ควาย อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

อันตรายจากเห็ดขี้ควายที่ไม่ควรมองข้าม เห็ด ถือว่าเป็นพืชที่สามารถขึ้นได้เองตามธรรมชาติหรือเกิดได้จากการเพาะพันธุ์ของมนุษย์เรา ซึ่งเห็นมีหลากหลายชนิดมากทั้งแบบที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายโดยให้สารอาหารที่จำเป็น วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ แต่ก็มีเห็ดบางชนิดที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของผู้ที่สัมผัสหรือรับประทาน หนึ่งในเห็ดนั้นนั่นก็คือ เห็ดขี้ควาย วันนี้เราจึงจะมาแนะนำอันตรายจากเห็ดขี้ควายที่ไม่ควรมองข้าม เห็ดขี้ควาย มีต้นกำเนิดมาจากแหล่งกำเนิดของมันที่มักจะหาได้จากกองมูลของควายหรือวัวที่แห้งแล้วเป็นส่วนมาก เมื่อเกิดความชื้นและสภาพอากาศเหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตเห็ดเห็ดขี้ควายจะมีดอกเห็ดสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร ลักษณะเป็นดอกจะกางออกคล้ายกับร่มสีขาวออกเทา ส่วนตัวก้านจะเล็กเรียว บริเวณก้านเห็ดจะมีปอก หรือแอนนูลัสที่มีลักษณะสีขาวห้อยล้อมก้านดอก ผู้ที่ไม่ได้สังเกตุอาจจะพบเห็นและรู้สึกว่าเห็ดขี้ควายนี้มีลักษณะอวบใหญ่น่ารับประทานเป็นอย่างมาก แต่เห็ดขี้ควายกลับกลายเป็นเห็ดที่เรียกได้ว่ามันเป็นเห็ดพิษและยังจัดเป็น 1 ในกลุ่มของ เห็ดมีพิษที่ห้ามบริโภคโดยเด็ดขาด นอกจากนั้นยังเห็ดขี้ควายยังถูกกำหนดให้เป็นสิ่งเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และในฉบับแก้ไข ปี 2532 ซึ่งเป็นสารเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 โดยให้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับกัญชาหรือใบกระท่อม »ลักษณะอาการ และวิธีดูแลรักษา  อาการของผู้ที่รับประทานเห็ดขี้ควายนี้จะคล้ายๆกัน คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปากชา เกิดจิตหลอนหรือภาพลวงตา บางรายมีอาการมึนงง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหัวและไร้เรี่ยวแรง เป็นต้น เมื่อเกิดอาการดั่งกล่าววิธีในการรักษาที่ดีที่สุดคือการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดย การทำให้อาเจียนออกจนหมด พร้อมทั้งดื่มน้ำตามมากๆหลายรอบ หากเกิดอาการตื่นตระหนก ตกใจกลัว เพ้อ และมีอาการจิตหลอนอย่างรุนแรง ให้รีบควบคุมตัวในที่ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นหรือตนเองจากนั้นให้พาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้อาการหนักจนเกิดอาการชักหรือหมดสติโดยเด็ดขาด […]

มะหาด สรรพคุณช่วยให้ผิวขาวได้จริงหรือ?

มะหาด สมุนไพรที่มีประโยชน์และสรรพคุณทุกส่วน มะหาด จัดเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมและโด่งดังในเรื่องของการนำมาทำเป็นส่วนผสมของครีมบำรุงผิวต่างๆ ซึ่งจะมีสักกี่ทราบหรือไม่ว่ามะหาดนั้นคือไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีความสูงของต้นประมาณ 15-20 เมตรเลยทีเดียว ถือว่าเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีกับดินทุกประเภทแม้จะอยู่ในช่วงที่มีฝนตกน้อยหรือฝนแล้งก็ตาม ซึ่งมะหาดนั้นถือว่าเป็ยสมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์สำหรับการดูและร่างกายได้หลายประเภท วันนี้เราจะมานแนะนำความมหัศจรรย์ของสมุนไพรมะหาดที่คุณต้องคาดไม่ถึง สรรพคุณ » แก่นมะหาด นำมาต้มเข้าน้ำดื่มเพื่อช่วยในการไหลเวียนของเลือด แก้เป็นลม แก้กษัย ขับเสมหะ แก้หอบหืด แก้เส้นเอ็นพิการ รักษาอาการนอนไม่หลับ แก้อาการไตพิการ หรือแก้อาการเบื่ออาหาร รวมไปถึงแก้อาการท้องผูก ท้องเฟ้อ ถ่ายยาก » รากของมะหาด สามารถนำมาต้มน้ำดื่มรักษาอาการไข้ ตัวร้อน แก้พิษร้อนใน หรืออ่อนเพลียได้   » เนื้อไม้ของมะหาด สามารถนำมาทำเป็นยาถ่ายพยาธิโดยธรรมชาติได้ เพียงนำเนื้อไม้ในจำนวนหนึ่งมาต้มลงในหม้อจนน้ำเดือดและเคี่ยวต่อเป็นเวลาประมาณ 30 – 40 นาที เมื่อสังเกตุเห็นฟองขึ้นเป็นจำนวนมากให้ทำการเทและใช้ผ้ากรองบีบเอาน้ำออกให้หมด เราจะได้ผงสีนวลซึ่งจับกันเป็นก้อนจากนั้นจึงนำไปย่างไฟจนเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ภาษาโบราณจะเรียกก้อนนี้ว่า “ปวกหาด” โดยใช้สำหรับถ่ายพยาธิเส้นด้าย พยาธิไส้เดือน และพยาธิตัวตืดในเด็กหรือผู้ใหญ่ และยังสามารถนำมาผสมน้ำเพื่อทาแก้คันตามร่างกายต่างๆได้อีกด้วย ส่วนที่เราจะได้ยินกันมากที่สุดสำหรับสรรพคุณของมะหาดนั้นคือ มะหาดช่วยให้ผิวขาวได้ ซึ่งจากผลการทดลองพบว่าสารสกัดมะหาดสามารถยับยั้งเอ็นไซม์ tyrosinase และประสิทธิภาพผิวในการยับยั้งการสร้างเมลานินซึ่งเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำลงได้ โดยทั่วไปแล้วผลของมะหาดที่สุกแล้วสามารถนำมารับประทานได้ ซึ่งจะให้รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย สำหรับชาวไทยภูเขาบางเผ่ายังนิยมนำใบอ่อนของมะหาดมาต้มและจิ้มกับน้ำพริกเพื่อรับประทานในแต่ละวันอีกด้วย ฉะนั้นมะหาดจึงถือว่าเป็นสุดยอดสมุนไพรสุดมหัศจรรย์อย่างแท้จริง […]

รางจืด รับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

รับประทานรางจืดอย่างไรให้ปลอดภัยและสุขภาพดี “สมุนไพรรางจืด”ในปัจจุบันนี้ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงร่างกายรูปแบบต่างๆ เช่น แคปซูลรางจืด หรือชารางจืด แต่ไม่ใช่ใครก็สามารถใช้รางจืดได้เนื่องจากในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้ตัวยาต่างๆได้ผลไม่เต็มที่เนื่องจากรางจืดจะไปขับยาเหล่านั้นออกจากร่างกายแทนที่ร่างกายจะได้รับตัวยาอย่างเต็มที่ ฉะนั้นก่อนการรับประทานรางจืดควรศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อช่วยให้สามารถรับประทานรางจืดได้อย่างปลอดภัยและสุขภาพดี 1.ควบคุมปริมาณ แน่นอนว่ารางจืดถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินกว่าร่างกายต้องการอาจจะทำให้เกิดโทษสะสมในอนาคตได้ ซึ่งการควบคุมปริมาณที่ดีที่สุดคือ หากต้องการดื่มรางจืดชนิดชาซองควรเลือกซองที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2-3 กรัมและให้ชงดื่มกับน้ำร้อนในปริมาณ 200 มิลลิลิตรแค่วันละ 3 ซองก็เพียงพอแล้ว หากต้มรางจืดจากใบสดๆคุณสามารถใช้ใบรางจืด 5-7 ใบ ต้มโดยใช้กาน้ำที่บรรจุน้ำเกือบเต็มและเมื่อต้มจนเดือดให้ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที สามารถใช้ดื่มครั้งละ 1 แก้วต่อวันวันละ 4 ครั้ง หากเป็นรางจืดชนิดแคปซูลสามารถรับประทานก่อนอาหารได้ครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 1 กรัมไม่ควรเกินวันละ 3 ครั้งจะปลอดภัยที่สุด 2.ตรวจสอบว่าเป็นรางจืดที่ดี หากใครที่ต้องการใช้ส่วนต่างๆจากต้นรางจืด เช่น ใบรางจืดรากรางจืด ควรเลือกจากต้นรางจืดที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไปจะดีที่สุด ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยาในการขับพิษหรือรักษาอาการต่างๆได้นั้นได้แก่ ใบ ราก และเถาสด  3.รู้จักสรรพคุณที่ถูกต้อง สมุนไพรรางจืดจัดว่าเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา สรรพคุณของรางจืดจะมีทั้งที่ช่วยรักษาอาการร้อนใน แก้กระหายน้ำ ถอนพิษไข้ สามารถใช้เพื่อรักษาบาดแผล […]

ข้อดี 5 ข้อของผักสมุนไพรขึ้นฉ่าย

ข้อดี 5 ข้อของผักสมุนไพรขึ้นฉ่าย ขึ้นฉ่าย คือผักสมุนไพรที่มีความคุ้นเคยกับบ้านเราเป็นอย่างดี ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวที่มีกลิ่นจึงมีผู้นิยมนำมาใช้สำหรับประกอบอาหารช่วยดับกลิ่นคาวหรือนำมาใช่เพิ่มความหอมให้กับอาหารอื่นๆ แต่ขึ้นฉ่ายถือว่าเป็นผักที่มีข้อดีอื่นๆจนคุณต้องคาดไม่ถึงอย่างแน่นอน   1.บำรุงสมองและบำรุงเลือด ต้องขอบอกว่าขึ้นฉ่ายถือว่าเป็นพืชที่ช่วยในเรื่องของสมองเป็นอย่างมาก สามารถรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับสมองต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ สภาวะความเครียด รักษาอาการนอนไม่หลับ นอกจากประโยชน์ต่อสมองแล้วยังมีประโยชน์ต่อระบบเลือดต่างๆเนื่องจากขึ้นฉ่ายเป็นพืชที่มีโซเดียมอินทรีย์สูง ที่มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของกรดและด่างในเลือด มีโพแทสเซียมสูงช่วยในการขยายตัวของหลอดเลือดและป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยลดคอเลสเตอรอล ระดับน้ำตาล ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันในเส้นเลือด 2.ต้านมะเร็ง ขึ้นฉ่ายมีส่วนประกอบของสารโพลีฟีนอลที่มีหน้าที่ป้องกัน DNA ไม่ให้ถูกทำลาย ช่วยลดอาการอักเสบจากแผลทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะมะเร็งหายไปเนื่องจากสารก่อมะเร็งต่างๆในร่างกายจะถูกขับออกจนทำให้ร่างกายมีความสะอาด 3.ช่วยในเรื่องขับถ่าย ขึ้นฉ่ายถือว่าเป้นพืชที่มีส่วนช่วยในการดูแลระบบย่อยอาหารภายในร่างกาย หากคุณได้รับประทานขึ้นฉ่ายเป็นประจำจะไม่มีปัญหาในเรื่องของโรคกระเพาะอาหาร โรคบิด ท้องร่วง ท้องเสีย ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง กรดเกิน กรดไหลย้อน นอกจากนั้นยังช่วยขับลม ช่วยขับปัสสาวะ รักษาอาการนิ่ว หรือช่วยทำให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ 4.แก้ปวดแก้เมื่อย ใครจะไปคิดว่าขึ้นฉ่ายสามารถช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยต่างๆได้ ซึ่งการนำขึ้นฉ่ายมาใช้รักษาอาการปวดเมื่อยนั่นไม่ใช่การทาหรือนวดให้ๆ แต่ให้คุณนำขึ้นฉ่าย 3-4 ต้น มาต้มกับน้ำ 1 ลิตรและดื่มครั้งละ 1 แก้ว เป็นประจำทุกวันวันละ 3 ครั้ง สามารถรักษาโรคปวดตามข้อ […]

ดื่มน้ำตะไคร้ ช่วยการขับถ่ายให้ดีขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่าน้ำตะไคร้ใช้รักษาโรคได้!! ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรที่อยู่กับพวกเราคนไทยมานานตั้งแต่โบราณ ตะไคร้จัดเป็นพืชล้มลุกตระกูลหญ้าที่มีใบเป็นลักษณะเรียวยาว ตรงปลายใบจะมีขนและหนามขึ้นอยู่ คนไทยส่วนใหญ่มักจะปลูกไว้ติดบ้าน เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลรักษามาก และยังสามารถใช้เพื่อปรุงอาหารได้อย่างหลากหลาย นอกจากตะไคร้จะสามารถใช้เพื่อประกอบอาหารได้มากมายแล้ว ยังสามารถนำมาทำเป็นน้ำสมุนไพรที่ช่วยรักษาโรคต่างได้อย่างครบถ้วน ส่วนผสม และขั้นตอนการทำน้ำตะไคร้ น้ำตะไคร้ ถือว่าเป็นน้ำสมุนไพรที่ทำได้ง่ายเริ่มด้วยการเตรียมส่วนผสมที่จำเป็นดังต่อไปนี้ น้ำสะอาด 5 ถ้วย ต้นตะไคร้สด น้ำแข็ง น้ำเชื่อม   เมื่อเตรียมของสำหรับทำน้ำตะไคร้เสร็จแล้วให้คุณนำน้ำสะอาดประมาณ 5 ถ้วยตวง ลงไปต้มในหม้อด้วยไฟกลางจนเดือด เมื่อน้ำเดือนดีแล้วให้นำต้นตะไคร้มาหั่นโคนออกและนำลงมาต้มประมาณ 7 นาที จากนั้นให้สับใบตะไคร้พอละเอียดและใส่ลงไปในหม้อเพื่อต้มต่ออีก 3 นาที ช่วงนี้น้ำในหม้อจะส่งกลิ่นหอมของตะไคร้อย่างอบอวล เมื่อสังเกตุเห็นน้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน ๆ ให้ทำการปิดไฟและนำน้ำตะไคร้ในหม้อมากรองด้วยกระชอน เอากากตะไคร้และโคนตะไคร้ออกจนหมด เมื่อเย็นลงแล้วให้นำมาเทใส่เหยือกหรือขวดตามสะดวกและสามารถนำไปแช่ตู้เย็นเพื่อใช้ดื่มได้ตามที่ต้องการ สามารถรินใส่แก้วและผสมกับน้ำแข็งพร้อมทั้งเติมน้ำเชื่อมในปริมาณที่คุณชอบจะช่วยให้น้ำตะไคร้มีความหอมหวานและน่าดื่มมากยิ่งขึ้น สรรพคุณ น้ำตะไคร้นั้นมีสรรพคุณในเรื่องของ ⇒บำรุงธาตุต่าๆในร่างกาย ⇒ช่วยให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น  ⇒เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของการขับถ่าย ⇒แก้ท้องเสีย ⇒แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง ⇒ช่วยย่อยอาหาร ⇒ช่วยขับลม อีกหนึ่งความพิเศษของตะไคร้คือสามารถใช้ได้ทั้งราก โคน ต้น ใบ โดยแต่ละส่วนจะช่วยบำรุงร่างกายแตกต่างกันไม่ว่าจะระบบทางเดินหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย […]

วิธีทำน้ำอัญชัน และได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ

วิธีทำน้ำอัญชันแบบง่ายและได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ดอกอัญชัน คือดอกที่มีลักษณะต้นเป็นพื้นไม้เลื้อยขนาดเล็ก ความโดดเด่นของมันคือดอกของต้นอัญชันที่จะมีสีน้ำเงินเข้มหรือน้ำเงินอมม่วง นอกจากความสวยงามของดอกที่ไม่เหมือนพืชอื่นๆ แล้วยังมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงสุขภาพต่างๆ โดยการนำมาทำเป็นน้ำสมุนไพรจากดอกอัญชัน สำหรับใครที่กำลังมองหารวิธีการทำน้ำอัญชันเพื่อสุขภาพวันนี้เรามีวิธีและคุณประโยชน์ที่น่ารู้ของน้ำอัญชันมาฝากกัน วิธีการทำน้ำดอกอัญชัญ  1.การนำทำน้ำอัญชันจะต้องเริ่มจากการนำดอกอัญชันสดๆ 100 กรัมมาล้างน้ำให้สะอาด 2.นำมาใส่ลงในหม้อและเติมน้ำเปล่า 2 ถ้วย 3.ตั้งไฟและต้มจนน้ำเดือดปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที 4.เมื่อเปิดฝาดูจะเห็นว่าดอกอัญชันจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำจึงปิดไฟ 5.เทน้ำในหม้อและกรองเอากากดอกอัญชันออก สามารถนำมาผสมเข้ากับน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยทำให้รสชาติดียิ่งขึ้นหรือปรับเปลี่ยนเป็นสูตรต่างๆ เช่น นำน้ำดอกอัญชัน ผสมเข้ากับน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว จากนั้นเติมโซดาเล็กน้อย ใส่ลงในแก้มน้ำแข็งเกล็ดละเอียดจะช่วยทำให้ผู้ดื่มมีความสดชื่นและคลายร้อนได้มากยิ่งขึ้น « ประโยชน์ » โดยปกติแล้วประโยชน์จากน้ำอัญชันนั้นมีมากมาย ⇒สามารถช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย ⇒ช่วยให้รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว ⇒ภายในน้ำอัญชันจะมีมีสารแอนโธไซยานินที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ⇒ช่วยชะลอวัย ใบหน้า ผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง ลบเลือนริ้วรอยต่างๆ ⇒ช่วยในการมองเห็น ⇒น้ำอัญชันมีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงสมอง ⇒ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ⇒ลดความเสี่ยงภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ⇒ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง ⇒ป้องกันโรคเบาหวาน ⇒ขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย   ⇒รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะพิการ ⇒บรรเทาอาการเหน็บชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า การดื่มน้ำอัญชันที่ดีนั้นควรจะดื่มหลังจากการปรุงเสร็จโดยทันที ไม่ควรดื่มในขณะที่น้ำอัญชันยังร้อนอยู่มาก เนื่องจากหากดื่มน้ำอัญชันผิดวิธีหรือดื่มในประมาณที่มากเกินไป จะทำให้ไตทำงานหนัก ผู้ป่วยโลหิตจางไม่ควรดื่มน้ำอัญชันควรดื่มน้ำสมุนไพรอื่นๆ เพื่อทดแทนจะดีที่สุด ขอบคุณรูปภาพจาก www.pinterest.com,jolenechiang.com

ดอกคำฝอย สรรพคุณและประโยชน์ ที่คนประจำเดือนมาไม่ปกติต้องอ่าน

มารู้จักประโยชน์ครอบจักรวาลของคำฝอยกันเถอะ ดอกคำฝอย คือดอกไม้พุ่มสีเหลือง ที่ถือว่าเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่กับชาวไทยภูเขามาอย่างยาวนาน เราจะพบเห็นดอกคำฝอยเป็นจำนวนมากทางแถบจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย เป็นต้น แม้ว่าดอกคำฝอยจะไม่ใช่ดอกไม้สมุนไพรที่สามารถรับประทานสดได้ แต่เราสามารถนำดอกคำฝอยมาเป็นส่วนประกอบหลักในการสร้างเสริมสุขภาพด้วยวิธีต่าง ๆ ได้ «น้ำดื่มสมุนไพรดอกคำฝอย» เริ่มด้วยให้เตรียม น้ำสะอาด, ดอกคำฝอยแห้ง, ดอกเก๊กฮวยแห้ง และ น้ำผึ้ง เมื่อตรวจส่วนผสมทุกอย่างเรียบร้อย 1.ให้ตั้งหม้อพร้อมกับใส่น้ำสะอาดลงไป 3 แก้วใหญ่ 2.รอจนเห็นว่าน้ำเดือดดีจึงค่อย ๆ ใส่ดอกคำฝอยแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ และดอกเก๊กฮวยประมาณ 10 ดอก ลงในหม้อและต้มจนเดือด 3.เมื่อสังเกตุเห็นน้ำที่ต้มนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นออกเหลือง ให้ลดไฟลงใช้ไฟอ่อนต้มต่ออีกสักครู่ 4.จากนั้นให้ทำการปิดไฟและยกหม้อลงเทน้ำที่ได้นั้น และแยกกากออกให้เรียบร้อย 5.เมื่อคัดกากเป็นหมดเรียบร้อยแล้ว สามารถตักใส่แก้วและผสมกับน้ำผึ้งตามชอบ จากนั้นคนให้เข้ากันทั้งหมดพร้อมดื่ม เป็นอันเสร็จ สามารถใส่น้ำแข็งเพื่อช่วยเพิ่มความเย็นก่อนรับประทาน   สรรพคุณ ดอกคำฝอย มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องของการลดความอ้วนให้กับทุกเพศทุกวัยได้ เนื่องจากมีส่วนประกอบของกรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid)  ⇒ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ⇒ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ⇒ช่วยขยายหลอดเลือด ⇒ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนของเลือด สำหรับใครที่ปัญในเรื่องของความเครียดดอกคำฝอยสามารถช่วย […]

กำยาน คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย

กำยาน คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย! เมื่อพูดถึงกำยานหลายๆคนจะต้องนึกถึงกลิ่นหอมที่ถูกใช้ในช่วงนั่งสมาธิหรือใช้สำหรับไล่มดและแมลงต่างๆ แต่จะมีสักกี่คนรู้จักกำยานอย่างแท้จริง วันนี้เราจึงหาข้อมูลเพื่อตอบข้อสงสัยของใครหลายๆคนว่ากำยานคืออะไรและมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง “กำยาน” มาจากต้นกำยานที่เป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูงประมาณ 10-20 เมตร พบได้ทั่วไปในแถบเขตร้อน เช่น แหลมมลายู เกาะสุมาตรา เกาะชวา เกาะบอนิโอ หรือในประเทศไทย โดยผู้ที่ผลิตกำยานจะนำขวานฟันที่บริเวณเปลือกของต้นเพื่อให้ยางออกและจะเริ่มเก็บเมื่อยางมีความแห้งแข็ง กำยานนั้นคือผลผลิตที่ได้จากยางของต้นกำยานโดยยางที่ได้จากต้นหรือเปลือกจะมีรสเผ็ดขมแต่กลับมีกลิ่นหอม จึงทำให้ใครหลายคนนำมันมาใช้เป็นสารระเหยเพื่อช่วยรักษาและบำรุงร่างกาย เช่น แก้การหายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก บำรุงระบบหายใจ แก้อาการหน้ามืด เป็นลม นอกจากนั้นยังมีแพทย์หลายคนนำกันยานมาใช้เพื่อรักษาอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบหรือขับเสมหะ เป็นต้น   ประโยชน์ในการนำมาใช้ในการรักษาโรค ⇒กำยานเป็นยาขับลมและแก้อาการจุกเสียด โดยนำกำยานมาแช่ลงในแอลกอฮอล์และนำมาตั้งบนน้ำร้อนจะเกิดไอร้อนที่มีกลิ่นหอมสามารถสูดเพื่อรักษาโรคร้ายต่างๆ ⇒กำยานสามรารถนำมาผสมกับขี้ผึ้งเพื่อใช้เป็นยาทาแก้โรคที่เกี่ยวกับผิวหนังต่างๆ ได้แก่ เชื้อราบนผิวหนัง แก้น้ำกัดเท้า แผลสด แผลน้ำกัด และรักษาอาการคันต่างๆ ⇒กำยานยังมีสรรพคุณในการกช่วยสมานแผล ลดกลิ่นเหม็นเน่าไม่ว่าจะเป็นแพ้หรือของเสียต่างๆ กำยานยังถูกใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางไทยต่างๆ เช่น นํ้าอบ ธูป ทำนํ้า หรือยากันบูด กำยาน มีส่วนช่วยในการบำรุงร่างกายส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็น ตับ หัวใจ และธาตุภายในร่างกาย ปัจจุบันกำยานยังถูกใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางไทยต่างๆ เช่น นํ้าอบ […]

ทานตะวันอ่อน สรรพคุณจากต้นทานตะวันอ่อนและเมนูที่ทำเองได้ง่ายๆ

แนะนำสรรพคุณจากต้นทานตะวันอ่อนและเมนูที่ทำเองได้ง่ายๆ หลายๆคนอาจจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตากับต้นทานตะวันอ่อนสักเท่าไรนัก แต่ต้นทานตะวันอ่อนคือสมุนไพรที่เกิดจากต้นอ่อนของดอกทานตะวันที่มีอายุอยู่ในช่วง 7 – 11 วัน จากการศึกษาและวิจัยจากหลายสถาบันทำให้พบว่าต้นทานตะวันอ่อนเป็นพืชสมุนไพรที่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังสามารถนำมาประกบอาหารได้อย่างหลากหลาย และให้สรรพคุณดีๆในการช่วยป้องกันโรคมากมาย วันนี้เราจะมาแนะนำสรรพคุณจากต้นทานตะวันอ่อนและเมนูที่ทำเองได้ง่ายๆ ประโยชน์ ต้นทานตะวันอ่อนเป็นพืชที่เต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อสุภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไฟเบอร์ โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี และโพแทสเซียม หรือไขมันที่ดีบางชนิด ต้นทานตะวันอ่อนมีส่วนประกอบไปด้วยวิตามินมากมาย เช่น  วิตามิน B1, B6 โอเมก้า 3, 6, 9 ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณ บำรุงสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ โรคความจำเสื่อม โรคสมองพิการ ต้นทานตะวันอ่อนมีธาตุเหล็กสูงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความอ้วน หรือลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เมื่อเรารับประทานต้นทานตะวันอ่อนอย่างเป็นประจำจะทำให้ร่างกายมีสายตาที่ดี ช่วยบำรุงผิวพรรณ อีกทั้งยังช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย เมนู ต้นทานตะวันอ่อนผัดน้ำมันหอย  ต้นทานตะวันอ่อนให้ประโยชน์ทางสารอาหารประเภทโปรตีนสูง มากกว่าพืชยอดนิยมอย่างถั่วเหลือง ข้าวโพด หรือผักกาดเขียว ซึ่งเมนูที่เราอยากจะแนะนำเกี่ยวกับต้นทานตะวันอ่อนคือ ต้นทานตะวันอ่อนผัดน้ำมันหอย ⇒นำต้นทานตะวันอ่อนมาล้างให้สะอาดพยายามเลือกต้นที่ดูอวบอิ่มน่ารับประทาน ⇒ต่อด้วยตั้งกระทะและใส่น้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย ⇒เมื่อกระทะร้อนได้ให้ใส่เห็ดหอมลงผัดจนสุกหอม ตามด้วยต้นทานตะวันอ่อน พริกชี้ฟ้าแดงที่ซอยเป็นเส้น กระเทียมทุบ ⇒จากนั้นให้เติมน้ำมันหอยและซีอิ๊วขาวลงไปเล็กน้อยและผัดให้เข้ากันโดยใช้ไฟแรงแต่ไม่ต้องนาน […]

1 2 3 4 28