ขี้หูอุดตันอันตรายที่แอบซ่อนก่อนเกิดโรค

ขี้หูอุดตันอันตรายที่แอบซ่อนก่อนเกิดโรค หู คืออวัยวะส่วนสำคัญที่ใช้สำหรับการรับเสียงและการทรงตัวของร่างกายเป็นหลัก ภายในรูหูนั้นจะมีลักษณะคล้ายท่อคดเคี้ยวมีความลึกประมาณ 2.5 เซ็นติเมตร ผนังของรูหูจะมีส่วนประกอบของเยื่อบุบางๆ และส่วนประกอบของต่อมน้ำมันช่วยทำหน้าที่ขับไขมันมาหล่อเลี้ยงรูหูให้มีสมดุลที่เหมาะสม ไขมันเหล่านี้จะรวมกับสิ่งสกปรกต่างๆจนกลายเป็นก้อนสกปรกอย่างขี้หู จนนานเข้าสิ่งสกปรกเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดโรคที่เรียกว่าขี้หูอุดตัน สาเหตุของอาการหูอุดตัน           มักจะเกิดจากการทำความสะอาดรูหูอย่างผิดวิธี เช่น การใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดช่องหูชั้นนอก มีน้ำเข้าหูบ่อยครั้ง เป็นต้น เมื่อต่อมสร้างไขมันถูกกะตุ้นจะทำให้มีปริมาณขี้หูเพิ่มมากยิ่งขึ้นและไหลเข้าสู่ช่องหูให้เต็มไปด้วยขี้หูที่อัดแน่นมากกว่าปกติและทำให้ขี้หูอุดตันช่องหูชั้นนอกมากขึ้น    อาการของขี้หูอุดตัน           จะประกอบไปด้วย อาการคันหู ไม่สบายหู รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรอยู่ภายในช่องหู หูอื้อ ฟังเสียงไม่ชัดเจน ปวดหู และมักจะมีเสียงดังจากภายในหูซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ไปมาของขี้หูนั่นเอง   วิธีการรักษาอาการขี้หูอุดตัน            การพบแพทย์ เพื่อทำความสะอาดช่องหูโดยเครื่องดูดขี้หู (Suction) หรือการทำความสะอาดด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหู ในรายที่มีขี้หูเปียกและอุดตันเป็นจำนวนมากควรตรวจหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลางควบคู่ไปด้วยเพราะหากปล่อยไว้นานอาจจะเกิดอาการหูชั้นนอกอักเสบหรืออาการหูติดเชื้อขึ้นได้ หากเกิดอาการดั่งกล่าวแพทย์จำเป็นจะต้องสั่งยาปฏิชีวนะแบบใช้สำหรับหยอดหูหรือแบบรับประทานเพื่อลดอาการอักเสบติดเชื้อดั่งกล่าว ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลสุขภาพหู           คือการหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุต่างๆ สำหรับแคะหูหรือแกะขี้หูที่อุดตันด้วยตนเองเป็นอันขาด […]

หัดเยอรมัน ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

หัดเยอรมัน ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม! “หัดเยอรมัน” คือโรคที่พบได้บ่อยไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15-24 ปี แม้ว่าหัดเยอรมันจะมีรูปแบบในการระบาดที่ไม่รุนแรงเท่ากับโรคหัดอื่นๆและอีสุกอีใส แต่หากคุณได้สัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วยหัดเยอรมันตามสถานที่สาธารณะ โรงเรียน โรงงาน หรือที่ทำงาน อาจจะทำให้ได้เชื้อหัดเยอรมัน ซึ่งถือว่าเป็นภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง หัดเยอรมัน (German measles) หรือในอดีตเราจะเรียกว่าหัดสามวัน (Three-day measles) คือโรคหัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Rubella virus) ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อกับผ่านทางระบบหายใจ สารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำลาย น้ำมูก การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย หรือการสัมผัสร่างกายโดยตรงกับผู้ป่วย ทันทีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ1 – 2 อาทิตย์ในการกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ระบบน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ตับ และม้าม ลักษณะอาการ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำในช่วงแรก แต่สักระยะจะมีไข้สูงถึง 41-42 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว รวมไปถึงอาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกและตาแดง จากนั้นจะเข้าสู่ระยะผื่น โดยมีลักษณะผื่นที่แบนราบเป็นสีชมพูอ่อนๆ มีขนาดเล็กประมาณ 1-4 มิลลิเมตร ขึ้นเป็นจำนวนมากที่บริเวณชายผม รอบปาก ใบหู ลำคอ ลำตัว […]

สรรพคุณของตังกุยที่สาวๆไม่ควรมองข้าม

สรรพคุณของตังกุยที่สาวๆไม่ควรมองข้าม   ตังกุยหรือโกฐเชียง คือสมุนไพรที่ชาวจีนหรือชาวไทยเชื้อสายจีนรู้จักกันดี ด้วยความที่ตังกุยเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม รสหวานออกขมเล็กน้อย ซึงจัดอยู่ในกลุ่มพืชสมุนไพรที่มีรสอุ่นมีสรรพคุณในการดูแลเลือดและระบบหมุนเวียนต่างๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งสรรพคุณของตังกุยนี่เองจึงทำให้มันกลายเป็นสมันไพรที่สาวๆไม่ควรมองข้าม สรรพคุณ ตังกุย มีสรรพคุณโดดเด่นในเรื่องของการบำรุงเลือด ทำให้เจริญอาหาร ปรับผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองอ่อนเพลีย ป่วยง่าย เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เสร็จจากการผ่าตัดหรือทำเคมีบำบัด ตังกุย ถือว่าเป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยกรดต่าง ๆ เช่น กรดนิโคติน กรดปาลมิติก กรดสเตียริก กรดไมริสติก กรดไขมันไม่อิ่มตัว กรดไลโนเลอิก และไซโทสเตอรอล อันมีคุณสมบัติช่วยในการรักษามะเร็งในผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม หรือจะเป็นมะเร็งตับ ซึ่งถือว่าเป้นโรคร้ายที่น่ากลัวและอันตรายสำหรับสาวๆทุกคนเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นตังกุยยังถูกใช้เป็น ⇒ยาแก้ปวดประจำเดือน ⇒ลดอาการปวดท้องประจำเดือนที่เกิดจากการหดตัวของมดลูก ⇒สามารถปรับสภาพของประจำเดือนให้เป็นปกติ เหมาะสำหรับสาวๆที่มีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ ประจำเดือนมาช้า รักษาภาวะคั่ง รักษาความผิดปกติของประจำเดือน เช่น ประจำเดือนเป็นลิ่มเลือด เลือดพร่อง เป็นต้น สำหรับสาวชาวจีนตังกุยถือว่าเป็นสมุนไพรคู่บ้านเลยทีเดียว เพราะสามารถรักษาและบำรุงไปพร้อมๆกัน ชาวจีนเชื่อว่าตังกุยสามารถช่วยเป็นยากระตุ้นอวัยวะเพศหรือกระตุ้นอารมณ์ทางเพศของสาวๆ ส่วนของเหง้าตังกุยจะมีรสเผ็ดหวาน สามารถนำมารับประทานหรือต้มเป็นยาร้อนเล็กน้อย ใช้ดื่มได้ทุกเช้าและก่อนนอนจะช่วยบำรุงหัวใจ ตับ และม้าม บำรุงโลหิต ฟอกเลือด […]

มารู้จักและป้องกันโรคริดสีดวงจมูก

มารู้จักและป้องกันโรคริดสีดวงจมูก ริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ถือว่าเป็นโรคที่หลายๆคนคงไม่เคยรู้จักมาก่อน อาการของริดสีดวงจมูกอาจจะคล้ายกับอาการสิวอักเสบเนื่องจากจะพบเห็นแผลอักเสบและบวมที่บริเวณใกล้โพรงจมูกเป็นส่วนมาก แต่ที่จริงแล้วริดสีดวงจมูกเกิดจากอะไรและมีวิธีการป้องกันหรือรักษาโรคร้ายนี้อย่างไรบ้าง “ริดสีดวงจมูก” (Nasal polyps) มีลักษณะอาการคล้ายกับก้อนริดสีดวงทั่วไป แต่มักจะพบพร้อมกันทั้ง 2 ข้างของโพรงจมูก ลักษณะแผลมีผิวค่อนข้างมัน เรียบ สีขาวเทาหรือขาวเหลือง หากขนาดของริดสีดวงจมูกใหญ่ขึ้นอาจจะทำให้ลงมาปิดด้านหน้าของโพรงจมูกได้ หรือยื่นเข้ามาทางด้านหลังของโพรงจมูก หากไม่ได้ทำการรักษาจนริดสีดวงจมูกมีขนาดใหญ่อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก หายใจไม่ออก อาการจาม น้ำมูกไหล ได้รับกลิ่นไม่ดีเท่าที่ควร หากผู้ป่วยมีอาการไซนัสอักเสบร่วมด้วยจะยิ่งทำให้มีน้ำมูกและเสมหะเหลืองเขียวไหลลงคอเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งอาการปวดที่บริเวณแก้มและสันจมูก ปวดศีรษะ เจ็บคอเรื้อรัง ไอและระคายคอ และหูอื้อ ริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) มักเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยสำคัญที่ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดริดสีดวงจมูก คือ อาการอักเสบและการติดเชื้อภายในโพรงจมูก การทำงานของระบบประสาท การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดีและพันธุกรรม  โดยริดสีดวงจมูก(Nasal polyps) ไม่ใช่อาการเดียวกับมะเร็งแต่อย่างใด และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นก้อนเนื้อมะเร็งอย่างเด็ดขาด วิธีการรักษา หากพบว่าตนเองมีอาการของริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ที่ไม่ดีขึ้น ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาว่าควรผ่าตัดเอาริดสีดวงจมูกออกหรือไม่อย่างไร เพราะปัจจุบันมีการรักษาด้วยรูปแบบต่างๆ โดยการรักษาริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ที่ดีสุดคือการกำจัดหรือทำให้ริดสีดวงจมูกมีขนาดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้ลดอาการปวดจากไซนัสหรือหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น […]

ฝืฝักบัวคืออะไร? และควรป้องกันอย่างไร

ฝืฝักบัวคืออะไร? และควรป้องกันอย่างไร เมื่อพูดถึงฝีหลายคนจะต้องนึกถึงแผลอักเสบที่ขึ้นมาจุดต่างๆของร่างกาย แต่มีฝีชนิดหนึ่งที่ดูน่ากลัวและมีอาการรุนแรงกว่าฝีชนิดอื่นๆ คือ ฝีฝักบัว (Carbuncle) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการศึกษารูปแบบสาเหตุของการเกิดฝีฝักบัวอย่างชัดเจน แต่ถูกจัดเป็นฝีที่มีความน่ากลัวเพราะสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักฝีฝักบัว (Carbuncle) และวิธีการป้องกันที่ถูกต้อง ฝีฝักบัว (Carbuncle) ไม่ใช่โรคติดต่อแต่อย่างใด แต่เป็นฝีชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Staphylococcus และ Strep tococcus ซึ่งจะเข้าฝังเชื้ออยู่ภายในต่อมไขมันและที่รูขุมขนของผิวหนัง จากนั้นจะลุกลามจนรวมกันเป็นกลุ่มก้อน และเกิดเป็นแผลหนองสะสมจนมีลักษณะเป็นก้อนหนองหลายชุดรวมกันเราจึงเรียกว่าฝีชนิดนี้ว่า “ฝีฝักบัว” นั่นเอง อาการ อาการของฝีฝักบัวจะแสดงออกทางผิวหนัง โดยผู้ป่วยจะพบรอยถลอกและรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย คล้ายกับแผลที่เกิดจากการเกา การเสียดสี การสัมผัมกับของมีคมต่างๆ หลังจากนั้นอาการจะยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นผื่นแดง แข็งขึ้น เจ็บปวดขึ้น ตัวเชื้อจะฝังอยู่ในผิวหนังจนเกิดตุ่มหนองหลายตุ่มตามรูขุมขน อาการดั่งกล่าวมักจะมาพร้อมกับอาการไข้และอ่อนเพลีย เรามักจะพบฝีฝักบัวที่บริเวณต้นคอ ต้นขา และแผ่นหลัง สาเหตุ สาเหตุของโรคฝีฝักบัวมักจะเกิดจากการรักษาสุขอนามัยที่ไม่สะอาดพอ รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่าง โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อคุณพบว่าร่างกายของคุณมีฝีฝักบัวเกิดขึ้นควรทำการพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหากปล่อยให้เชื้อลุกลามอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะต่างๆที่อยู่ใกล้กับฝีฝักบัว เช่น กระดูก กระแสโลหิตติดเชื้อ เกิดเป็นเยื้อบุหัวใจอักเสบ หรือเป็นแผลเรื้อรังได้ การรักษา การรักษาที่ดีที่สุดคือ […]

โรคฉี่หนู อันตรายที่มาพร้อมฤดูฝน

มารู้จักอันตรายจากโรคฉี่หนูในช่วงฤดูฝน หากจะพูดถึงฤดูฝนหลายคนอาจจะนึกถึงสายฝนที่ตกลงมาแทบจะตลอดทั้งวัน แต่ภัยอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่น่ากลัวไม่แพ้กันและเรามักจะมองข้ามมันไปนั่นคือ โรคฉี่หนู สาเหตุ โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “โรคฉี่หนู” นั้นเกิดจากเชื้อกลุ่ม Leptospira ที่มักจะพบเจอในสถานที่มีน้ำท่วมขัง หรือแพร่กระจายผ่านสัตว์นำพาหะต่างๆ เช่น สัตว์ฟันแทะ ไม่ว่าจะเป็นหนู กระต่าย กระรอก เป็นต้น โดยสัตว์พวกนี้จะมีเชื้อ Leptospira ที่เป็นสาเหตุอยู่ที่บริเวณไต และเมื่อสัตว์เหล่านี้ขับถ่ายออกมาจะทำให้น้ำเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคฉี่หนูเป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื้อของโรคฉี่หนูจะสามารถติดต่อเราได้ทั้งทางตรงโดยการสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้ออยู่ หรือโดนสัตว์ที่มีเชื้อกัด เช่น หนู แมลงสาบ สุนัข แมว วัว ควาย เป็นต้น อีกทางหนึ่งคือหากร่างกายของคุณมีแผลหรือสัมผัสน้ำหรือดินที่มีเชื้อจากโรคฉี่หนูเป็นเวลานานเกินไป นอกจากนั้นยังสามารถแพร่เข้าสู่ทางเยื่อบุในปาก ตา และจมูก หรือรับประทานน้ำและอาหารที่มีเชื้อโรคฉี่หนูปะปนอยู่เข้าไป  อาการ ทันที่ที่ร่างกายได้รับเชื้อ Leptospiremic เข้าสู่กระแสเลือด จะเกิดอาการเบื้องต้นต่างๆ เช่น มีอาการปวดศีรษะที่บริเวณหน้าผากหรือหลังตาอย่างรุนแรง อาการจะคล้ายกับการปวดหัวเป็นไข้ทั่วไปแต่จะมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ คือ ปวดกล้ามเนื้อไปทั่วทั้งตัว เช่น ปวดน่อง ปวดต้นขา ปวดหลัง และเมื่อกดกล้ามเนื้อจะรู้สึกเจ็บเป็นอย่างมาก รวมถึงมีอาการไข้สูง 28-40 […]

โรคคอตีบคืออะไร เกิดจากอะไร และจะรักษาอย่างไร

โรคคอตีบคืออะไร เกิดจากอะไร และจะรักษาอย่างไร โรคคอตีบ หรือโรค Diphtheria นั้น เกิดจากหรือเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Corynebacterium diphtheria ซึ่งถือว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แม้ในปัจจุบันเราจะไม่พบเห็นผู้ป่วยโรคคอตีบมากนัก เนื่องจากคุณสามารถฉีดวัคซีนรวมเพื่อทำการป้องกันโรคคอตีบตั้งแต่อายุ 20 – 50 ปี แต่วันนี้เราจะมาให้รู้เกี่ยวกับโรคคอตีบว่ามันคืออะไรเกิดจากอะไรและจะรักษาอย่างไร สาเหตุ การเป็นโรคอตีบนั้นสามารถแบ่งออกเป็นหลักได้ ดังนี้ ⇒ติดเชื้อด้วยการสัมผัสกับคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ โดยสามารถติดต่อกันผ่านทางการรับประทานอาหาร หายใจใส่กัน หรือทางน้ำลายและเสมหะต่างๆ เมื่อผู้ป่วยจามหรือไอ เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะติดไปกับน้ำลายและเสมหะและฟุ้งผ่านไปทางอากาศ รวมไปถึงน้ำดื่ม อาหาร แว่นตา ผ้าเช็ดตัว หรือสิ่งของต่างๆที่ต้องสัมผัส ทันที่ร่างกายได้ได้รับเชื้อร่างกายจะแสดงอาการหลังจากนั้นประมาณ 2- 10 วัน เชื้อ Corynebacterium diphtheria จะทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก คอ และหลอดลม อาจส่งผลร้ายต่อกล้ามเนื้อหัวใจจนทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงได้ ⇒สาเหตุอื่นๆของการติดเชื้อโรคคอตีบนั้นยังรวมไปถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสุขอนามัยไม่สะอาดเท่าที่ควร รวมไปถึงผู้ที่ยังไม่ได้รับฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบอีกด้วย อาการ โดยทั่วไปแล้วอาการของโรคคอตีบจะประกอบไปด้วย อาการน้ำมูกไหล เจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ปวดศรีษะคล้ายกับอาการไข้หวัดแต่จะมีอาการอื่นๆ เช่น […]

รางจืด รับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

รับประทานรางจืดอย่างไรให้ปลอดภัยและสุขภาพดี “สมุนไพรรางจืด”ในปัจจุบันนี้ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงร่างกายรูปแบบต่างๆ เช่น แคปซูลรางจืด หรือชารางจืด แต่ไม่ใช่ใครก็สามารถใช้รางจืดได้เนื่องจากในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้ตัวยาต่างๆได้ผลไม่เต็มที่เนื่องจากรางจืดจะไปขับยาเหล่านั้นออกจากร่างกายแทนที่ร่างกายจะได้รับตัวยาอย่างเต็มที่ ฉะนั้นก่อนการรับประทานรางจืดควรศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อช่วยให้สามารถรับประทานรางจืดได้อย่างปลอดภัยและสุขภาพดี 1.ควบคุมปริมาณ แน่นอนว่ารางจืดถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินกว่าร่างกายต้องการอาจจะทำให้เกิดโทษสะสมในอนาคตได้ ซึ่งการควบคุมปริมาณที่ดีที่สุดคือ หากต้องการดื่มรางจืดชนิดชาซองควรเลือกซองที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2-3 กรัมและให้ชงดื่มกับน้ำร้อนในปริมาณ 200 มิลลิลิตรแค่วันละ 3 ซองก็เพียงพอแล้ว หากต้มรางจืดจากใบสดๆคุณสามารถใช้ใบรางจืด 5-7 ใบ ต้มโดยใช้กาน้ำที่บรรจุน้ำเกือบเต็มและเมื่อต้มจนเดือดให้ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที สามารถใช้ดื่มครั้งละ 1 แก้วต่อวันวันละ 4 ครั้ง หากเป็นรางจืดชนิดแคปซูลสามารถรับประทานก่อนอาหารได้ครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 1 กรัมไม่ควรเกินวันละ 3 ครั้งจะปลอดภัยที่สุด 2.ตรวจสอบว่าเป็นรางจืดที่ดี หากใครที่ต้องการใช้ส่วนต่างๆจากต้นรางจืด เช่น ใบรางจืดรากรางจืด ควรเลือกจากต้นรางจืดที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไปจะดีที่สุด ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยาในการขับพิษหรือรักษาอาการต่างๆได้นั้นได้แก่ ใบ ราก และเถาสด  3.รู้จักสรรพคุณที่ถูกต้อง สมุนไพรรางจืดจัดว่าเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา สรรพคุณของรางจืดจะมีทั้งที่ช่วยรักษาอาการร้อนใน แก้กระหายน้ำ ถอนพิษไข้ สามารถใช้เพื่อรักษาบาดแผล […]

ดอกคำฝอย สรรพคุณและประโยชน์ ที่คนประจำเดือนมาไม่ปกติต้องอ่าน

มารู้จักประโยชน์ครอบจักรวาลของคำฝอยกันเถอะ ดอกคำฝอย คือดอกไม้พุ่มสีเหลือง ที่ถือว่าเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่กับชาวไทยภูเขามาอย่างยาวนาน เราจะพบเห็นดอกคำฝอยเป็นจำนวนมากทางแถบจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย เป็นต้น แม้ว่าดอกคำฝอยจะไม่ใช่ดอกไม้สมุนไพรที่สามารถรับประทานสดได้ แต่เราสามารถนำดอกคำฝอยมาเป็นส่วนประกอบหลักในการสร้างเสริมสุขภาพด้วยวิธีต่าง ๆ ได้ «น้ำดื่มสมุนไพรดอกคำฝอย» เริ่มด้วยให้เตรียม น้ำสะอาด, ดอกคำฝอยแห้ง, ดอกเก๊กฮวยแห้ง และ น้ำผึ้ง เมื่อตรวจส่วนผสมทุกอย่างเรียบร้อย 1.ให้ตั้งหม้อพร้อมกับใส่น้ำสะอาดลงไป 3 แก้วใหญ่ 2.รอจนเห็นว่าน้ำเดือดดีจึงค่อย ๆ ใส่ดอกคำฝอยแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ และดอกเก๊กฮวยประมาณ 10 ดอก ลงในหม้อและต้มจนเดือด 3.เมื่อสังเกตุเห็นน้ำที่ต้มนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นออกเหลือง ให้ลดไฟลงใช้ไฟอ่อนต้มต่ออีกสักครู่ 4.จากนั้นให้ทำการปิดไฟและยกหม้อลงเทน้ำที่ได้นั้น และแยกกากออกให้เรียบร้อย 5.เมื่อคัดกากเป็นหมดเรียบร้อยแล้ว สามารถตักใส่แก้วและผสมกับน้ำผึ้งตามชอบ จากนั้นคนให้เข้ากันทั้งหมดพร้อมดื่ม เป็นอันเสร็จ สามารถใส่น้ำแข็งเพื่อช่วยเพิ่มความเย็นก่อนรับประทาน   สรรพคุณ ดอกคำฝอย มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องของการลดความอ้วนให้กับทุกเพศทุกวัยได้ เนื่องจากมีส่วนประกอบของกรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid)  ⇒ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ⇒ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ⇒ช่วยขยายหลอดเลือด ⇒ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนของเลือด สำหรับใครที่ปัญในเรื่องของความเครียดดอกคำฝอยสามารถช่วย […]

กำยาน คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย

กำยาน คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย! เมื่อพูดถึงกำยานหลายๆคนจะต้องนึกถึงกลิ่นหอมที่ถูกใช้ในช่วงนั่งสมาธิหรือใช้สำหรับไล่มดและแมลงต่างๆ แต่จะมีสักกี่คนรู้จักกำยานอย่างแท้จริง วันนี้เราจึงหาข้อมูลเพื่อตอบข้อสงสัยของใครหลายๆคนว่ากำยานคืออะไรและมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง “กำยาน” มาจากต้นกำยานที่เป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูงประมาณ 10-20 เมตร พบได้ทั่วไปในแถบเขตร้อน เช่น แหลมมลายู เกาะสุมาตรา เกาะชวา เกาะบอนิโอ หรือในประเทศไทย โดยผู้ที่ผลิตกำยานจะนำขวานฟันที่บริเวณเปลือกของต้นเพื่อให้ยางออกและจะเริ่มเก็บเมื่อยางมีความแห้งแข็ง กำยานนั้นคือผลผลิตที่ได้จากยางของต้นกำยานโดยยางที่ได้จากต้นหรือเปลือกจะมีรสเผ็ดขมแต่กลับมีกลิ่นหอม จึงทำให้ใครหลายคนนำมันมาใช้เป็นสารระเหยเพื่อช่วยรักษาและบำรุงร่างกาย เช่น แก้การหายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก บำรุงระบบหายใจ แก้อาการหน้ามืด เป็นลม นอกจากนั้นยังมีแพทย์หลายคนนำกันยานมาใช้เพื่อรักษาอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบหรือขับเสมหะ เป็นต้น   ประโยชน์ในการนำมาใช้ในการรักษาโรค ⇒กำยานเป็นยาขับลมและแก้อาการจุกเสียด โดยนำกำยานมาแช่ลงในแอลกอฮอล์และนำมาตั้งบนน้ำร้อนจะเกิดไอร้อนที่มีกลิ่นหอมสามารถสูดเพื่อรักษาโรคร้ายต่างๆ ⇒กำยานสามรารถนำมาผสมกับขี้ผึ้งเพื่อใช้เป็นยาทาแก้โรคที่เกี่ยวกับผิวหนังต่างๆ ได้แก่ เชื้อราบนผิวหนัง แก้น้ำกัดเท้า แผลสด แผลน้ำกัด และรักษาอาการคันต่างๆ ⇒กำยานยังมีสรรพคุณในการกช่วยสมานแผล ลดกลิ่นเหม็นเน่าไม่ว่าจะเป็นแพ้หรือของเสียต่างๆ กำยานยังถูกใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางไทยต่างๆ เช่น นํ้าอบ ธูป ทำนํ้า หรือยากันบูด กำยาน มีส่วนช่วยในการบำรุงร่างกายส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็น ตับ หัวใจ และธาตุภายในร่างกาย ปัจจุบันกำยานยังถูกใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางไทยต่างๆ เช่น นํ้าอบ […]

1 2 3 14