ขี้หูอุดตันอันตรายที่แอบซ่อนก่อนเกิดโรค

ขี้หูอุดตันอันตรายที่แอบซ่อนก่อนเกิดโรค หู คืออวัยวะส่วนสำคัญที่ใช้สำหรับการรับเสียงและการทรงตัวของร่างกายเป็นหลัก ภายในรูหูนั้นจะมีลักษณะคล้ายท่อคดเคี้ยวมีความลึกประมาณ 2.5 เซ็นติเมตร ผนังของรูหูจะมีส่วนประกอบของเยื่อบุบางๆ และส่วนประกอบของต่อมน้ำมันช่วยทำหน้าที่ขับไขมันมาหล่อเลี้ยงรูหูให้มีสมดุลที่เหมาะสม ไขมันเหล่านี้จะรวมกับสิ่งสกปรกต่างๆจนกลายเป็นก้อนสกปรกอย่างขี้หู จนนานเข้าสิ่งสกปรกเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดโรคที่เรียกว่าขี้หูอุดตัน สาเหตุของอาการหูอุดตัน           มักจะเกิดจากการทำความสะอาดรูหูอย่างผิดวิธี เช่น การใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดช่องหูชั้นนอก มีน้ำเข้าหูบ่อยครั้ง เป็นต้น เมื่อต่อมสร้างไขมันถูกกะตุ้นจะทำให้มีปริมาณขี้หูเพิ่มมากยิ่งขึ้นและไหลเข้าสู่ช่องหูให้เต็มไปด้วยขี้หูที่อัดแน่นมากกว่าปกติและทำให้ขี้หูอุดตันช่องหูชั้นนอกมากขึ้น    อาการของขี้หูอุดตัน           จะประกอบไปด้วย อาการคันหู ไม่สบายหู รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรอยู่ภายในช่องหู หูอื้อ ฟังเสียงไม่ชัดเจน ปวดหู และมักจะมีเสียงดังจากภายในหูซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ไปมาของขี้หูนั่นเอง   วิธีการรักษาอาการขี้หูอุดตัน            การพบแพทย์ เพื่อทำความสะอาดช่องหูโดยเครื่องดูดขี้หู (Suction) หรือการทำความสะอาดด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหู ในรายที่มีขี้หูเปียกและอุดตันเป็นจำนวนมากควรตรวจหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลางควบคู่ไปด้วยเพราะหากปล่อยไว้นานอาจจะเกิดอาการหูชั้นนอกอักเสบหรืออาการหูติดเชื้อขึ้นได้ หากเกิดอาการดั่งกล่าวแพทย์จำเป็นจะต้องสั่งยาปฏิชีวนะแบบใช้สำหรับหยอดหูหรือแบบรับประทานเพื่อลดอาการอักเสบติดเชื้อดั่งกล่าว ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลสุขภาพหู           คือการหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุต่างๆ สำหรับแคะหูหรือแกะขี้หูที่อุดตันด้วยตนเองเป็นอันขาด […]

หัดเยอรมัน ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

หัดเยอรมัน ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม! “หัดเยอรมัน” คือโรคที่พบได้บ่อยไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15-24 ปี แม้ว่าหัดเยอรมันจะมีรูปแบบในการระบาดที่ไม่รุนแรงเท่ากับโรคหัดอื่นๆและอีสุกอีใส แต่หากคุณได้สัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วยหัดเยอรมันตามสถานที่สาธารณะ โรงเรียน โรงงาน หรือที่ทำงาน อาจจะทำให้ได้เชื้อหัดเยอรมัน ซึ่งถือว่าเป็นภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง หัดเยอรมัน (German measles) หรือในอดีตเราจะเรียกว่าหัดสามวัน (Three-day measles) คือโรคหัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Rubella virus) ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อกับผ่านทางระบบหายใจ สารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำลาย น้ำมูก การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย หรือการสัมผัสร่างกายโดยตรงกับผู้ป่วย ทันทีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ1 – 2 อาทิตย์ในการกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ระบบน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ตับ และม้าม ลักษณะอาการ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำในช่วงแรก แต่สักระยะจะมีไข้สูงถึง 41-42 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว รวมไปถึงอาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกและตาแดง จากนั้นจะเข้าสู่ระยะผื่น โดยมีลักษณะผื่นที่แบนราบเป็นสีชมพูอ่อนๆ มีขนาดเล็กประมาณ 1-4 มิลลิเมตร ขึ้นเป็นจำนวนมากที่บริเวณชายผม รอบปาก ใบหู ลำคอ ลำตัว […]

สรรพคุณของตังกุยที่สาวๆไม่ควรมองข้าม

สรรพคุณของตังกุยที่สาวๆไม่ควรมองข้าม   ตังกุยหรือโกฐเชียง คือสมุนไพรที่ชาวจีนหรือชาวไทยเชื้อสายจีนรู้จักกันดี ด้วยความที่ตังกุยเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม รสหวานออกขมเล็กน้อย ซึงจัดอยู่ในกลุ่มพืชสมุนไพรที่มีรสอุ่นมีสรรพคุณในการดูแลเลือดและระบบหมุนเวียนต่างๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งสรรพคุณของตังกุยนี่เองจึงทำให้มันกลายเป็นสมันไพรที่สาวๆไม่ควรมองข้าม สรรพคุณ ตังกุย มีสรรพคุณโดดเด่นในเรื่องของการบำรุงเลือด ทำให้เจริญอาหาร ปรับผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองอ่อนเพลีย ป่วยง่าย เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เสร็จจากการผ่าตัดหรือทำเคมีบำบัด ตังกุย ถือว่าเป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยกรดต่าง ๆ เช่น กรดนิโคติน กรดปาลมิติก กรดสเตียริก กรดไมริสติก กรดไขมันไม่อิ่มตัว กรดไลโนเลอิก และไซโทสเตอรอล อันมีคุณสมบัติช่วยในการรักษามะเร็งในผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม หรือจะเป็นมะเร็งตับ ซึ่งถือว่าเป้นโรคร้ายที่น่ากลัวและอันตรายสำหรับสาวๆทุกคนเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นตังกุยยังถูกใช้เป็น ⇒ยาแก้ปวดประจำเดือน ⇒ลดอาการปวดท้องประจำเดือนที่เกิดจากการหดตัวของมดลูก ⇒สามารถปรับสภาพของประจำเดือนให้เป็นปกติ เหมาะสำหรับสาวๆที่มีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ ประจำเดือนมาช้า รักษาภาวะคั่ง รักษาความผิดปกติของประจำเดือน เช่น ประจำเดือนเป็นลิ่มเลือด เลือดพร่อง เป็นต้น สำหรับสาวชาวจีนตังกุยถือว่าเป็นสมุนไพรคู่บ้านเลยทีเดียว เพราะสามารถรักษาและบำรุงไปพร้อมๆกัน ชาวจีนเชื่อว่าตังกุยสามารถช่วยเป็นยากระตุ้นอวัยวะเพศหรือกระตุ้นอารมณ์ทางเพศของสาวๆ ส่วนของเหง้าตังกุยจะมีรสเผ็ดหวาน สามารถนำมารับประทานหรือต้มเป็นยาร้อนเล็กน้อย ใช้ดื่มได้ทุกเช้าและก่อนนอนจะช่วยบำรุงหัวใจ ตับ และม้าม บำรุงโลหิต ฟอกเลือด […]

มารู้จักและป้องกันโรคริดสีดวงจมูก

มารู้จักและป้องกันโรคริดสีดวงจมูก ริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ถือว่าเป็นโรคที่หลายๆคนคงไม่เคยรู้จักมาก่อน อาการของริดสีดวงจมูกอาจจะคล้ายกับอาการสิวอักเสบเนื่องจากจะพบเห็นแผลอักเสบและบวมที่บริเวณใกล้โพรงจมูกเป็นส่วนมาก แต่ที่จริงแล้วริดสีดวงจมูกเกิดจากอะไรและมีวิธีการป้องกันหรือรักษาโรคร้ายนี้อย่างไรบ้าง “ริดสีดวงจมูก” (Nasal polyps) มีลักษณะอาการคล้ายกับก้อนริดสีดวงทั่วไป แต่มักจะพบพร้อมกันทั้ง 2 ข้างของโพรงจมูก ลักษณะแผลมีผิวค่อนข้างมัน เรียบ สีขาวเทาหรือขาวเหลือง หากขนาดของริดสีดวงจมูกใหญ่ขึ้นอาจจะทำให้ลงมาปิดด้านหน้าของโพรงจมูกได้ หรือยื่นเข้ามาทางด้านหลังของโพรงจมูก หากไม่ได้ทำการรักษาจนริดสีดวงจมูกมีขนาดใหญ่อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก หายใจไม่ออก อาการจาม น้ำมูกไหล ได้รับกลิ่นไม่ดีเท่าที่ควร หากผู้ป่วยมีอาการไซนัสอักเสบร่วมด้วยจะยิ่งทำให้มีน้ำมูกและเสมหะเหลืองเขียวไหลลงคอเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งอาการปวดที่บริเวณแก้มและสันจมูก ปวดศีรษะ เจ็บคอเรื้อรัง ไอและระคายคอ และหูอื้อ ริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) มักเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยสำคัญที่ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดริดสีดวงจมูก คือ อาการอักเสบและการติดเชื้อภายในโพรงจมูก การทำงานของระบบประสาท การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดีและพันธุกรรม  โดยริดสีดวงจมูก(Nasal polyps) ไม่ใช่อาการเดียวกับมะเร็งแต่อย่างใด และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นก้อนเนื้อมะเร็งอย่างเด็ดขาด วิธีการรักษา หากพบว่าตนเองมีอาการของริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ที่ไม่ดีขึ้น ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาว่าควรผ่าตัดเอาริดสีดวงจมูกออกหรือไม่อย่างไร เพราะปัจจุบันมีการรักษาด้วยรูปแบบต่างๆ โดยการรักษาริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ที่ดีสุดคือการกำจัดหรือทำให้ริดสีดวงจมูกมีขนาดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้ลดอาการปวดจากไซนัสหรือหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น […]

ฝืฝักบัวคืออะไร? และควรป้องกันอย่างไร

ฝืฝักบัวคืออะไร? และควรป้องกันอย่างไร เมื่อพูดถึงฝีหลายคนจะต้องนึกถึงแผลอักเสบที่ขึ้นมาจุดต่างๆของร่างกาย แต่มีฝีชนิดหนึ่งที่ดูน่ากลัวและมีอาการรุนแรงกว่าฝีชนิดอื่นๆ คือ ฝีฝักบัว (Carbuncle) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการศึกษารูปแบบสาเหตุของการเกิดฝีฝักบัวอย่างชัดเจน แต่ถูกจัดเป็นฝีที่มีความน่ากลัวเพราะสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักฝีฝักบัว (Carbuncle) และวิธีการป้องกันที่ถูกต้อง ฝีฝักบัว (Carbuncle) ไม่ใช่โรคติดต่อแต่อย่างใด แต่เป็นฝีชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Staphylococcus และ Strep tococcus ซึ่งจะเข้าฝังเชื้ออยู่ภายในต่อมไขมันและที่รูขุมขนของผิวหนัง จากนั้นจะลุกลามจนรวมกันเป็นกลุ่มก้อน และเกิดเป็นแผลหนองสะสมจนมีลักษณะเป็นก้อนหนองหลายชุดรวมกันเราจึงเรียกว่าฝีชนิดนี้ว่า “ฝีฝักบัว” นั่นเอง อาการ อาการของฝีฝักบัวจะแสดงออกทางผิวหนัง โดยผู้ป่วยจะพบรอยถลอกและรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย คล้ายกับแผลที่เกิดจากการเกา การเสียดสี การสัมผัมกับของมีคมต่างๆ หลังจากนั้นอาการจะยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นผื่นแดง แข็งขึ้น เจ็บปวดขึ้น ตัวเชื้อจะฝังอยู่ในผิวหนังจนเกิดตุ่มหนองหลายตุ่มตามรูขุมขน อาการดั่งกล่าวมักจะมาพร้อมกับอาการไข้และอ่อนเพลีย เรามักจะพบฝีฝักบัวที่บริเวณต้นคอ ต้นขา และแผ่นหลัง สาเหตุ สาเหตุของโรคฝีฝักบัวมักจะเกิดจากการรักษาสุขอนามัยที่ไม่สะอาดพอ รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่าง โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อคุณพบว่าร่างกายของคุณมีฝีฝักบัวเกิดขึ้นควรทำการพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหากปล่อยให้เชื้อลุกลามอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะต่างๆที่อยู่ใกล้กับฝีฝักบัว เช่น กระดูก กระแสโลหิตติดเชื้อ เกิดเป็นเยื้อบุหัวใจอักเสบ หรือเป็นแผลเรื้อรังได้ การรักษา การรักษาที่ดีที่สุดคือ […]

โรคฉี่หนู อันตรายที่มาพร้อมฤดูฝน

มารู้จักอันตรายจากโรคฉี่หนูในช่วงฤดูฝน หากจะพูดถึงฤดูฝนหลายคนอาจจะนึกถึงสายฝนที่ตกลงมาแทบจะตลอดทั้งวัน แต่ภัยอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่น่ากลัวไม่แพ้กันและเรามักจะมองข้ามมันไปนั่นคือ โรคฉี่หนู สาเหตุ โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “โรคฉี่หนู” นั้นเกิดจากเชื้อกลุ่ม Leptospira ที่มักจะพบเจอในสถานที่มีน้ำท่วมขัง หรือแพร่กระจายผ่านสัตว์นำพาหะต่างๆ เช่น สัตว์ฟันแทะ ไม่ว่าจะเป็นหนู กระต่าย กระรอก เป็นต้น โดยสัตว์พวกนี้จะมีเชื้อ Leptospira ที่เป็นสาเหตุอยู่ที่บริเวณไต และเมื่อสัตว์เหล่านี้ขับถ่ายออกมาจะทำให้น้ำเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคฉี่หนูเป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื้อของโรคฉี่หนูจะสามารถติดต่อเราได้ทั้งทางตรงโดยการสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้ออยู่ หรือโดนสัตว์ที่มีเชื้อกัด เช่น หนู แมลงสาบ สุนัข แมว วัว ควาย เป็นต้น อีกทางหนึ่งคือหากร่างกายของคุณมีแผลหรือสัมผัสน้ำหรือดินที่มีเชื้อจากโรคฉี่หนูเป็นเวลานานเกินไป นอกจากนั้นยังสามารถแพร่เข้าสู่ทางเยื่อบุในปาก ตา และจมูก หรือรับประทานน้ำและอาหารที่มีเชื้อโรคฉี่หนูปะปนอยู่เข้าไป  อาการ ทันที่ที่ร่างกายได้รับเชื้อ Leptospiremic เข้าสู่กระแสเลือด จะเกิดอาการเบื้องต้นต่างๆ เช่น มีอาการปวดศีรษะที่บริเวณหน้าผากหรือหลังตาอย่างรุนแรง อาการจะคล้ายกับการปวดหัวเป็นไข้ทั่วไปแต่จะมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ คือ ปวดกล้ามเนื้อไปทั่วทั้งตัว เช่น ปวดน่อง ปวดต้นขา ปวดหลัง และเมื่อกดกล้ามเนื้อจะรู้สึกเจ็บเป็นอย่างมาก รวมถึงมีอาการไข้สูง 28-40 […]

ดื่มหล่อฮังก๊วย ป้องกันโรคมะเร็ง

หล่อฮังก๊วยสุดยอดสมุนไพรที่ให้คุณหล่อได้สมชื่อ “หล่อฮังก้วย” หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Siraitia ถือว่าเป็นพืชที่จัดอยู่ในหมู่ของ Cucurbitaceae โดยพืชชนิดนี้จะมีลักษณะพิเศษของผิวด้านนอกมีความแข็งแรง มีเปลือกที่มัน และจะมีเนื้ออยู่ด้านในที่เต็มไปด้วยเนื้อ น้ำ และเมล็ด ซึ่งจัดอยู่กับพืชชนิดเดียวกับ แตงโม ฟักทอง แตงกวา บวบ หรือเมลอน นั่นเอง ด้วยคุณสมบัติที่ดีต่อร่างกายของหล่อฮังก้วย จึงถูกนำมาใช้เพื่อบำรุงร่างกายและรักษาโรคร้ายต่างๆได้อย่างมากมาย สรรพคุณ  สรรพคุณของหล่อฮังก้วย คือ ⇒สามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ เนื่องจากหล่อฮังก้วยนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างไกลโคไซด์ (Glycosides) และซาโปนิน (Saponins) ช่วยทำหน้าที่ยับยั้งและป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งต่างๆได้เป็นอย่างดี ⇒สามารถช่วยบรรเทาอาการแพ้ต่างๆ และช่วยยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีน (Histamine) ภายในร่างกาย จึงช่วยทำให้อาการแพ้ทางเดินหายใจ อาหารแพ้ทางผิวหนัง หรืออาการแพ้เครื่องสำอางต่างๆลดลง ⇒แก้อาการหอบหืดได้เป็นอย่างดี ⇒ช่วยบำรุงหัวใจ ⇒ปรับการไหลเวียนของเลือดให้เป็นปกติ ป้องกันการออกซิเดชั่นของคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด และลดสาเหตุของคราบพลัคภายในหลอดเลือด ⇒อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก จึงช่วยทำให้ผู้รับประทานดูอ่อนวัย ดูหนุ่ม ดูสาว และลดเลือนริ้วรอยต่างๆได้ หล่อฮังก้วยยังถูกใช้เป็นอย่างมากในการแพทย์แผนจีน ด้วยคุณสมบัติของหล่อฮังก้วยที่มีฤทธิ์เย็น สามารถดับพิษร้อนภายในร่างกายได้หรือแม้กระทั่งรักษาอาการอักเสบต่าง ๆ เช่น ข้ออักเสบ ผิวหนังอักเสบ แผลอักเสบ โรคลมแดดและฮีทสโตรก […]

เห็ดขี้ควาย อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

อันตรายจากเห็ดขี้ควายที่ไม่ควรมองข้าม เห็ด ถือว่าเป็นพืชที่สามารถขึ้นได้เองตามธรรมชาติหรือเกิดได้จากการเพาะพันธุ์ของมนุษย์เรา ซึ่งเห็นมีหลากหลายชนิดมากทั้งแบบที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายโดยให้สารอาหารที่จำเป็น วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ แต่ก็มีเห็ดบางชนิดที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของผู้ที่สัมผัสหรือรับประทาน หนึ่งในเห็ดนั้นนั่นก็คือ เห็ดขี้ควาย วันนี้เราจึงจะมาแนะนำอันตรายจากเห็ดขี้ควายที่ไม่ควรมองข้าม เห็ดขี้ควาย มีต้นกำเนิดมาจากแหล่งกำเนิดของมันที่มักจะหาได้จากกองมูลของควายหรือวัวที่แห้งแล้วเป็นส่วนมาก เมื่อเกิดความชื้นและสภาพอากาศเหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตเห็ดเห็ดขี้ควายจะมีดอกเห็ดสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร ลักษณะเป็นดอกจะกางออกคล้ายกับร่มสีขาวออกเทา ส่วนตัวก้านจะเล็กเรียว บริเวณก้านเห็ดจะมีปอก หรือแอนนูลัสที่มีลักษณะสีขาวห้อยล้อมก้านดอก ผู้ที่ไม่ได้สังเกตุอาจจะพบเห็นและรู้สึกว่าเห็ดขี้ควายนี้มีลักษณะอวบใหญ่น่ารับประทานเป็นอย่างมาก แต่เห็ดขี้ควายกลับกลายเป็นเห็ดที่เรียกได้ว่ามันเป็นเห็ดพิษและยังจัดเป็น 1 ในกลุ่มของ เห็ดมีพิษที่ห้ามบริโภคโดยเด็ดขาด นอกจากนั้นยังเห็ดขี้ควายยังถูกกำหนดให้เป็นสิ่งเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และในฉบับแก้ไข ปี 2532 ซึ่งเป็นสารเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 โดยให้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับกัญชาหรือใบกระท่อม »ลักษณะอาการ และวิธีดูแลรักษา  อาการของผู้ที่รับประทานเห็ดขี้ควายนี้จะคล้ายๆกัน คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปากชา เกิดจิตหลอนหรือภาพลวงตา บางรายมีอาการมึนงง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหัวและไร้เรี่ยวแรง เป็นต้น เมื่อเกิดอาการดั่งกล่าววิธีในการรักษาที่ดีที่สุดคือการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดย การทำให้อาเจียนออกจนหมด พร้อมทั้งดื่มน้ำตามมากๆหลายรอบ หากเกิดอาการตื่นตระหนก ตกใจกลัว เพ้อ และมีอาการจิตหลอนอย่างรุนแรง ให้รีบควบคุมตัวในที่ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นหรือตนเองจากนั้นให้พาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้อาการหนักจนเกิดอาการชักหรือหมดสติโดยเด็ดขาด […]

มะหาด สรรพคุณช่วยให้ผิวขาวได้จริงหรือ?

มะหาด สมุนไพรที่มีประโยชน์และสรรพคุณทุกส่วน มะหาด จัดเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมและโด่งดังในเรื่องของการนำมาทำเป็นส่วนผสมของครีมบำรุงผิวต่างๆ ซึ่งจะมีสักกี่ทราบหรือไม่ว่ามะหาดนั้นคือไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีความสูงของต้นประมาณ 15-20 เมตรเลยทีเดียว ถือว่าเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีกับดินทุกประเภทแม้จะอยู่ในช่วงที่มีฝนตกน้อยหรือฝนแล้งก็ตาม ซึ่งมะหาดนั้นถือว่าเป็ยสมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์สำหรับการดูและร่างกายได้หลายประเภท วันนี้เราจะมานแนะนำความมหัศจรรย์ของสมุนไพรมะหาดที่คุณต้องคาดไม่ถึง สรรพคุณ » แก่นมะหาด นำมาต้มเข้าน้ำดื่มเพื่อช่วยในการไหลเวียนของเลือด แก้เป็นลม แก้กษัย ขับเสมหะ แก้หอบหืด แก้เส้นเอ็นพิการ รักษาอาการนอนไม่หลับ แก้อาการไตพิการ หรือแก้อาการเบื่ออาหาร รวมไปถึงแก้อาการท้องผูก ท้องเฟ้อ ถ่ายยาก » รากของมะหาด สามารถนำมาต้มน้ำดื่มรักษาอาการไข้ ตัวร้อน แก้พิษร้อนใน หรืออ่อนเพลียได้   » เนื้อไม้ของมะหาด สามารถนำมาทำเป็นยาถ่ายพยาธิโดยธรรมชาติได้ เพียงนำเนื้อไม้ในจำนวนหนึ่งมาต้มลงในหม้อจนน้ำเดือดและเคี่ยวต่อเป็นเวลาประมาณ 30 – 40 นาที เมื่อสังเกตุเห็นฟองขึ้นเป็นจำนวนมากให้ทำการเทและใช้ผ้ากรองบีบเอาน้ำออกให้หมด เราจะได้ผงสีนวลซึ่งจับกันเป็นก้อนจากนั้นจึงนำไปย่างไฟจนเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ภาษาโบราณจะเรียกก้อนนี้ว่า “ปวกหาด” โดยใช้สำหรับถ่ายพยาธิเส้นด้าย พยาธิไส้เดือน และพยาธิตัวตืดในเด็กหรือผู้ใหญ่ และยังสามารถนำมาผสมน้ำเพื่อทาแก้คันตามร่างกายต่างๆได้อีกด้วย ส่วนที่เราจะได้ยินกันมากที่สุดสำหรับสรรพคุณของมะหาดนั้นคือ มะหาดช่วยให้ผิวขาวได้ ซึ่งจากผลการทดลองพบว่าสารสกัดมะหาดสามารถยับยั้งเอ็นไซม์ tyrosinase และประสิทธิภาพผิวในการยับยั้งการสร้างเมลานินซึ่งเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำลงได้ โดยทั่วไปแล้วผลของมะหาดที่สุกแล้วสามารถนำมารับประทานได้ ซึ่งจะให้รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย สำหรับชาวไทยภูเขาบางเผ่ายังนิยมนำใบอ่อนของมะหาดมาต้มและจิ้มกับน้ำพริกเพื่อรับประทานในแต่ละวันอีกด้วย ฉะนั้นมะหาดจึงถือว่าเป็นสุดยอดสมุนไพรสุดมหัศจรรย์อย่างแท้จริง […]

รางจืด รับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

รับประทานรางจืดอย่างไรให้ปลอดภัยและสุขภาพดี “สมุนไพรรางจืด”ในปัจจุบันนี้ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงร่างกายรูปแบบต่างๆ เช่น แคปซูลรางจืด หรือชารางจืด แต่ไม่ใช่ใครก็สามารถใช้รางจืดได้เนื่องจากในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้ตัวยาต่างๆได้ผลไม่เต็มที่เนื่องจากรางจืดจะไปขับยาเหล่านั้นออกจากร่างกายแทนที่ร่างกายจะได้รับตัวยาอย่างเต็มที่ ฉะนั้นก่อนการรับประทานรางจืดควรศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อช่วยให้สามารถรับประทานรางจืดได้อย่างปลอดภัยและสุขภาพดี 1.ควบคุมปริมาณ แน่นอนว่ารางจืดถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินกว่าร่างกายต้องการอาจจะทำให้เกิดโทษสะสมในอนาคตได้ ซึ่งการควบคุมปริมาณที่ดีที่สุดคือ หากต้องการดื่มรางจืดชนิดชาซองควรเลือกซองที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2-3 กรัมและให้ชงดื่มกับน้ำร้อนในปริมาณ 200 มิลลิลิตรแค่วันละ 3 ซองก็เพียงพอแล้ว หากต้มรางจืดจากใบสดๆคุณสามารถใช้ใบรางจืด 5-7 ใบ ต้มโดยใช้กาน้ำที่บรรจุน้ำเกือบเต็มและเมื่อต้มจนเดือดให้ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที สามารถใช้ดื่มครั้งละ 1 แก้วต่อวันวันละ 4 ครั้ง หากเป็นรางจืดชนิดแคปซูลสามารถรับประทานก่อนอาหารได้ครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 1 กรัมไม่ควรเกินวันละ 3 ครั้งจะปลอดภัยที่สุด 2.ตรวจสอบว่าเป็นรางจืดที่ดี หากใครที่ต้องการใช้ส่วนต่างๆจากต้นรางจืด เช่น ใบรางจืดรากรางจืด ควรเลือกจากต้นรางจืดที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไปจะดีที่สุด ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยาในการขับพิษหรือรักษาอาการต่างๆได้นั้นได้แก่ ใบ ราก และเถาสด  3.รู้จักสรรพคุณที่ถูกต้อง สมุนไพรรางจืดจัดว่าเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา สรรพคุณของรางจืดจะมีทั้งที่ช่วยรักษาอาการร้อนใน แก้กระหายน้ำ ถอนพิษไข้ สามารถใช้เพื่อรักษาบาดแผล […]

1 2 3 13