สารภี สรรพคุณช่วยขยายหลอดเลือด

สารภี  สารภีเป็นไม้ที่มีต้นกำเนิดแถว ไทย พม่าและแถบอินโดจีน โดยเฉพาะคนไทยมีความเชื่อกันว่า หากบ้านไหนปลูกต้นสารภีเอาไว้จะส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยมีอายุยืนและต้องให้สตรีเป็นคนปลูกเท่านั้น จึงจะเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัวด้วย ชื่อเรียกของสารภีในแต่ละท้องถิ่น ภาคเหนือ เรียกว่า สารภีแนน ภาคตะวันออก เรียกว่า ทรพี สารพี ลักษณะของสารภี ต้น เปลือกลำต้นมีสีเทา โดยเปลือกจะหลุดร่อนได้ง่าย เนื้อไม้มีความละเอียดและแข็งแรง ใบ มีรูปร่างคล้ายไข่กลับ ออกสลับกัน ส่วนปลายจะมน เนื้อใบมีความหนา ขอบใบเรียบ ดอก ออกดอกเป็นช่อตามซอกกิ่ง ดอกมีสีขาวและมีกลิ่นที่หอมมาก ผล เป็นรูปกลมรี เมื่ออ่อนอยู่ผลจะมีสีเขียว เมื่อแกหรือสุกจะมีสีเหลืองปนส้ม ข้างในมีเพียงเมล็ดเดียว ส่วนเนื้อของผลค่อนข้างนิ่ม สรรพคุณของสารภี ดอก ช่วยทำให้ร่างกายเจริญอาหาร ช่วยทำให้เส้นประสาทแข็งแรง ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง ช่วยรักษาอาการเลือดเป็นพิษ ช่วยรักษาอาการหน้ามืด รักษาอาการวิงเวียนศีรษะ ช่วยทำให้ธาตุต่างๆ ทำงานได้อย่างสมดุล อีกทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยขับลม ใบ ช่วยทำให้ปัสสาวะสะดวกไม่ติดขัด ช่วยรักษาอาการปวดที่เกิดขึ้นตามข้อต่อต่างๆ ดอก ช่วยในการดับพิษร้อนของอาการไข้ มีฤทธิ์เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยทำให้ชื่นใจ ดอกแห้งนิยมทำเป็นน้ำหอมโดยเพียงนำไปแช่น้ำเท่านั้น โดยเฉพาะในเวลาเทศกาลงานบุญต่างๆ […]

หัวไชเท้า สรรพคุณช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ

หัวไชเท้า ผักสารพัดประโยชน์ ชื่อสามัญ Daikon, Daikon Radish, Radish, White Radish ชื่อวิทยาศาสตร์ Raphanus sativus L., Raphanus sativus var. hortensis Backer, Raphanus sativus var. longipinnatus L.H. Bailey, Raphanus sativus var. niger (Mill.) J.Kern. วงศ์ผักกาด BRASSICACEAE หรือ CRUCIFERAE ชื่อเรียกของหัวไชเท้าในแต่ละท้องถิ่น ภาคเหนือ เรียกว่า ผักกาดจีน ผักขี้หูด ภาคกลาง เรียกว่า ผักกาดหัว หัวไชเท้า หัวไชเท้า เป็นพืชมาจากประเทศจีน มีสีด้วยกันหลากหลายสีสัน เช่น สีแดง สีม่วง สีชมพู แต่หัวไชเท้าที่นิยมมากในประเทศไทยเห็นจะเป็นหัวไชเท้าสีขาว หัวไชเท้ามีฤทธิ์เป็นยาเย็นดังนั้นจึงไม่ควรกินหัวไชเท้าร่วมกันกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาร้อนเพราะจะทำให้ประสิทธิภาพของทั้งยาเย็นและยาร้อนออกมาได้อย่างไม่เต็มที่ หัวไชเท้าควรที่จะรับประทานแบบดิบดีกว่าแบบสุกเพราะจะได้ประโยชน์มากกว่า เนื่องจากฤทธิ์ของยาเย็นจะคงอยู่ยังไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนจากการต้มหรือทำให้สุก สรรพคุณของหัวไชเท้า 1.หัวไชเท้า ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งโดยเฉพาะคนที่มีอายุมากขึ้นเลยวัยหนุ่มวัยสาวไปแล้ว […]

ผักบุ้งทะเล สรรพคุณแก้พิษ

ผักบุ้งทะเล สมุนไพรแก้พิษ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ipomoea pes-caprae ( L.) R.br. ชื่อสามัญ : Goat’s Foot Creeper, Beach Morning Glory ชื่อวงศ์ : Convolvulaceae ชื่อเรียกของผักบุ้งทะเลในแต่ละท้องถิ่น ภาคใต้ เรียกว่า ผักบุ้งเล ภาคกลาง เรียกว่า ผักบุ้งขน ผักบุ้งต้น ลักษณะของผักบุ้งทะเล ต้น : จะเลื้อยไปตามพื้นดิน เถามีสีแดงปนเขียว ผิวลื่น มีรากฝอยบริเวณข้อ ภายในเถาเลื้อยจะกลวง มียางสีขาว ใบ : เป็นรูปกลมคล้ายเกือกม้า ปลายใบจะเว้าเข้าหากัน ตรงโคนใบมีรูปร่างคล้ายหัวใจ เนื้อใบหนามีสีเขียว ดอก : มีสีแดงอมชมพู ออกเป็นช่อคล้ายร่มหรือรูปปากแตรมีด้วยกัน 5 แฉก ผล : เป็นรูปไข่มีผิงเรียบ เมื่อแห้งจะแตกตัว ภายในมีเมล็ดกลม สีเหลืองอยู่ข้างในโดยมีขนสีน้ำตาลหุ้มเอาไว้ […]

มะอึก สรรพคุณและประโยชน์น่ารู้

มะอึก สมุนไพรมีขนสรรรพคุณเหลือหลาย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum stramonifolium Jacq. วงศ์ : Solanaceae ชื่ออื่น : มะเขือปู่ มะปู่             “มะอึก” เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณหลายอย่าง นำมาทำเป็นยาสมุนไพรได้แทบทุกส่วนเลย เป็นพืชสวนครัวที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลายแต่ไม่ใช่ในทางการค้า มะอึกปลูกได้ในทั่วภูมิภาคประเทศไทยเลย นิยมนำผลแก่หรือผลสุกเต็มที่รับประทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริกหรือนำมาเป็นส่วนผสมของน้ำพริก และมีเมนูส้มตำมะอึกอีกด้วยรสชาติใช้ได้เลยล่ะ  สรรพคุณของมะอึก มะอึกมีสรรพคุณแทบทุกส่วนเลยไม่ว่าจะเป็น ใบ ราก เมล็ด และผล มีสรรพคุณที่แตกต่างกันไปอีกด้วย ใบของมะอึกมีสรรพคุณ เป็นยาพอก บริเวณแผลคัน รักษาอาการคันได้ดี ใช้ใบตำแก้พิษจากฝีหนอง รักษาอาการแก้ปอดบวม รากของมะอึกมีสรรพคุณ ช่วยดับพิษร้อนจากไข้ในร่างกาย ช่วยรักษาอาการกระหายน้ำ น้ำลายเหนียว ช่วยลดไข้ แก้ไข้หวัดได้ดี ช่วยลดบรรเทาอากาศแก้ปวด แก้อากาศดีพิการ ขับน้ำดีไม่ปกติ ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ สะดุ้งตื่น ผวาตอนกลางคืน เมล็ดของมะอึกมีสรรพคุณ ใช้รักษาอาการปวดฟันได้ดี ผลของมะอึกมีสรรพคุณ ช่วยในการขับเสมหะ ฟอกเสมหะในลำคอ […]

6 สมุนไพร และอาหารที่คนท้องห้ามกิน

6 สมุนไพร และอาหารที่คนท้องห้ามกิน! ความสุขอีกอย่างหนึ่งของคนที่มีครอบครัวก็คือ การได้มีลูก ซึ่งมันเป็นความสุขที่ไม่อาจจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ แต่ก็เป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังในเรื่องอาหารการกินด้วย ซึ่งสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงห้ามทานในตอนท้อง มีดังต่อไปนี้ 1.ชาดอกคำฝอย เพราะว่าชาดอกคำฝอย มีสรรพคุณอย่างหนึ่งที่ไม่ควรทำให้เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ ก็คือ ชาดอกคำฝอยจะช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีและทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ โดยถือเป็นยาขับเลือดอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นคนที่กำลังท้องต้องงดการดื่มชาดอกคำฝอยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการตกเลือดซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับคนท้อง 2.อาหารที่กินแล้วทำให้ท้องผูก ตามปกติเมื่อเราตั้งครรภ์เป็นแม่คน การขับถ่ายในร่างกายของเราจะไม่เป็นปกติกันอยู่แล้ว ถ้าหากยังฝืนทานอาหารที่ส่งผลทำให้เกิดอาการท้องผูกแล้วหละก็ คงต้องมีความลำบากในการใช้ชีวิตมากกว่าตอนที่ยังไม่ท้องอย่างแน่นอน ดังนั้นควรทานอาหารที่สร้างกากใยให้มากๆเข้าไว้เพื่อการขับถ่ายที่สะดวก 3.อาหารรสจัดทั้งหลาย คนท้องย่อมมีสภาวะของร่างกายในการย่อยอาหารที่ไม่ดีอยู่แล้ว หากทานของที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด จะส่งผลถึงระบบขับถ่ายและระบบการย่อยอาหารไปด้วย อีกทั้งยังก่อให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อตามมาแน่นอน   4.อาหารที่กินแล้วแพ้ ตามธรรมดาคนปกติถ้าหากมีอาการแพ้อาหารบางชนิด เช่น แพ้อาหารทะเล ยังก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมามากมาย บางคนก็ปวดท้อง บางคนเกิดเป็นผื่นคันตามผิวหนัง ซึ่งอาการขึ้นอยู่กับแต่ละคน เมื่อเราท้องต้องเลี่ยงอาหารที่จะทำให้เราเกิดอาการแพ้ทั้งหมด 5.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ว่าโทษภัยของแอลกอฮอล์มันเป็นอย่างไรกันบ้าง ขนาดคนปกติที่ไม่ได้ท้องก็ยังส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพของร่างกายกันอยู่แล้ว แต่นี่เมื่อเราท้องยังมีเด็กที่อยู่ภายในครรภ์ของเราอีกด้วย ดังนั้นเมื่อตั้งครรภ์ต้องงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด 6.อาหารไขมันสูง บรรดาอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ของทอดต่างๆ เมื่อกินเข้าไปจะทำให้ร่างกายย่อยไขมันได้ยากอยู่แล้ว ซึ่งการทำให้ร่างกายสำหรับคนท้องย่อยอาหารได้ไม่ดี ก็จะส่งผลให้เกิดอาการอย่างอื่นตามมา เช่น […]

เห็ดหูหนู สรรพคุณ 11 ข้อ

“เห็ดหูหนู” สรรพคุณทางยามากมาย             หากเราพูดถึงเห็ดหูหนูเชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน เพราะมักเจอเจ้าเห็ดหูหนูสีดำในผัดวุ้นเส้น ต้มจืด ส่วนเห็ดหูหนูขาวก็มักจะเจอในยำต่างๆ เวลาเคี้ยวจะรู้สึกกรอบทานอร่อย เคยสงสัยกันรึเปล่าค่ะว่าเจ้าเห็ดหูหนูเนี่ย ทำไมถึงได้ชื่อนี้ เพราะว่ารูปร่างของมันคล้ายกับใบหูของหนูมาก ๆ เลยได้ชื่อนี้มาอย่างไม่ต้องสงสัยนั่นเอง เห็ดหูหนูนิยมนำมาทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นผัดผัก ต้มจืด ยำ และที่สำคัญที่เราทานเห็ดหูหนูกันเข้าไปเนี่ยมีสรรพคุณที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ว่าจะเป็นธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามิน แคลเซียม และชาวจีนที่นิยมรับประทานเห็ดหูหนูเป็นยาอายุวัฒนะ ⇒ หลาย ๆ คนยังไม่รู้ว่าสรรพคุณของเห็ดหูหนูเนี่ยเค้ามีเกินตัวจริง ๆ ไปดูกันเลยว่ามีสรรพคุณอะไรกันบ้าง สรรพคุณของเห็ดหูหนู ใช้รักษาอาการตกเลือด แก้อาการสตรีตกเลือดหลังแท้งบุตร ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใช้รักษาอาการประจำเดือนมามากและอาการตกขาวได้ผลดี ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแทรกส่วนซึกหรอในร่างกายได้ดี ช่วยทำให้ปอดชุ่มชื่น และช่วยขับไอร้อนในร่างกาย ช่วยรักษาความดันโลหิตสูงและเส้นเลือดแข็งตัว ช่วยรักษาอาการไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด และเลือดกำเดาไหล ใช้รักษาโรคริดสีดวงทวาร หรือการถ่ายเป็นเลือด ช่วยแก้อาการท้องผูก ระบายท้องได้ดี ใช้แก้อาการมือเท้าเย็น และมีอาการชา เห็นไหมละคะว่าสรรพคุณของเห็ดหูหนุนี่เกินตัวจริงเลย เห็นเล็กๆ ดำ ๆ ไม่น่าทานแบบนี้แต่รสชาติของเค้าก็ไม่ธรรมดาเลยนะ ที่สำคัญเราสามารถทานอย่างต่อเนื่องได้ด้วย หรือจะลองทำเป็นผง […]

สับปะรด สรรพคุณและประโยชน์ที่คุณไม่เคยรู้

สับปะรด ผลไม้หลายตา-มากประโยชน์ ชื่อสามัญ Pineapple (ถ้าเป็นพายสับปะรดจะใช้คำว่า Pineapple Pie) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ananas comosus (L.) Merr. อยู่ในวงศ์สับปะรด (BROMELIACEAE) วงศ์ย่อย BROMELIOIDEAE ชื่อเรียกของสับปะรดในแต่ละท้องถิ่น ภาคเหนือ เรียกว่า มะนัด บ่อนัด มะขะนัด ภาคอีสาน รียกว่า บักนัด ภาคกลาง เรียกว่า ย่านัด ขนุนทอง สับปะรด เป็นพืชที่มีถิ่นต้นกำเนิดมาจากแถวทวีปอเมริกาใต้ สำหรับในเมืองไทยก็มีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย สับปะรดพันธุ์อินทรชิต สับปะรดพันธุ์นางแลและสับปะรดพันธุ์ภูเก็ต สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และคุณค่ามากมาย อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น แต่การรับประทานสับปะรดที่ถูกต้องต้องทำการล้างสับปะรดที่ได้ทำการปอกเอาเปลือกออกเรียบร้อยแล้วด้วยน้ำผสมเกลือเพราะในสับปะรดจะมีสารเอนไซม์บางชนิดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยน้ำเกลือจะชะล้างสานเอนไซม์ดังกล่าวให้หลุดออกไปทำให้ไม่เกิดอาการแพ้ สรรพคุณของสับปะรด 1.ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ช่วยทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี ช่วยลดอาการเกิดเสมหะในลำคอ รักษาอาการเป็นนิ่ว ช่วยรักษาอาการความดันโลหิตสูง 2.ช่วยรักษาอาการของโรคบวมน้ำ รักษาอาการของโรคบิด ช่วยทำให้ปัสสาวะสะดวกไม่เกิดอาการติดขัด ช่วยรักษาอาการของโรคท้องผูกทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ ช่วยรักษาอาการของโรคไตอักเสบ 3.ช่วยรักษาอาการของโรคนิ้วล็อก ช่วยรักษาอาการของโรคหลอดลมอักเสบ ช่วยในการย่อยสารอาหารประเภทโปรตีนทำให้ร่างกายได้รับสารโปรตีนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย 4.ช่วยรักษาอาการเป็นแผลมีหนองโดยจะช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้น […]

สมุนไพรช่วยคลายร้อน

สมุนไพรที่ช่วยคลายร้อน   สำหรับเมืองไทยซึ่งเรารู้กันดีว่าอยู่ในภูมิประเทศแบบเขตร้อนชื้น โดยมีสภาพอากาศร้อน ชื้นแฉะ แล้วก็หนาวเย็น หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละปี เมื่อเข้าสู่หน้าร้อนทุกครั้ง แม้ว่าเราจะอยู่กันมานมนานจนเคยชินกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว แสงแดดที่ร้อนแรงจนแทบจะหลอมละลายทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ย่อมมีความสามารถในด้านการปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้ในสภาพแวดล้อมทุกชนิดกันอยู่แล้ว คนไทยก็เช่นเดียวกัน ก็ย่อมมีหนทางเพื่อเอาชนะและบรรเทาเบาบางต่อความทรมานในหน้าร้อนในหลากหลายวิธี ซึ่งการใช้สมุนไพรก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมใช้แก้ปัญหาความร้อนของอากาศที่เป็นอยู่ ⇒ดอกเก๊กฮวย เป็นพืชสมุนไพรจากประเทศจีน แต่ในเมืองไทยเป็นที่นิยมกันมากเพราะคนไทยเชื้อสายจีนได้นำมาเผยแพร่ โดยสรรพคุณของดอกเก๊กฮวยจะช่วยในการดับพิษร้อน ขับเหงื่อ ขับลม ถือว่าเป็นยาเย็นอีกชนิดหนึ่ง ⇒มะตูม เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ โดยนำผลมะตูมสุกมาผ่าเป็นแว่นแล้วนำไปตากแดดจนแห้ง จะได้ผลมะตูมแห้งเพื่อเอาไว้สำหรับต้มกับน้ำไว้ดื่ม โดยใช้น้ำตาลผสมลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความหวาน มีสรรพคุณช่วยขับลม แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยในการย่อยอาหารทำให้เจริญอาหาร ⇒ใบบัวบก เป็นพืชที่เกิดตามผิวดิน มีกลิ่นเฉพาะตัว นิยมกินแบบสด เช่น กินคู่กับอาหารรสเผ็ดประเภท ลาบ น้ำตก หรือใช้กินด้วยการนำไปปั่นด้วยเครื่องปั่นให้ละเอียดแล้วกรองเอากากออกไป ให้เหลือแต่น้ำสีเขียวๆ จากนั้นค่อยนำไปชงผสมกับน้ำ เวลาจะกินก็ให้ใส่น้ำแข็งลงไปแล้วเทน้ำใบบัวบกตาม ซึ่งบัวบกมีสรรพคุณในการช่วยแก้อากาอ่อนล้า อ่อนเพลีย อาการผดผื่นคันจากโรคผิวหนัง ช่วยขับปัสสาวะและช่วยบำรุงหัวใจ ⇒ตะไคร้ เป็นพืชล้มลุกขึ้นเป็นกอเป็นพุ่ม ส่วนของตะไคร้ที่นิยมนำมาทำเป็นน้ำดื่มดับร้อนก็ได้แก่ ใช้ส่วนของลำต้นและใบนำไปตากแดดจนแห้ง แล้วนำไปต้มกับน้ำเพื่อชงดื่มกินแก้กระหาย น้ำตะไคร้มีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับเหงื่อ […]

อาหารและเครื่องดื่มห้ามทานตอนท้องว่าง

อาหารและเครื่องดื่มห้ามทานตอนท้องว่าง! คนเราเมื่อเกิดอาการหิวก็ต้องหาอะไรที่พอจะกินได้กินลงท้องเป็นเรื่องธรรมดา ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องทนทรมานกับความหิวตามมาเป็นแน่ แต่ช้าก่อนเราต้องพึงรู้เอาไว้ว่า เมื่อในขณะที่กระเพาะอาหารยังไม่มีอะไร แต่กระบวนการย่อยอาหารโดยน้ำย่อยยังทำงานอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงระดับของน้ำตาลในเส้นเลือดจะลดต่ำลงมากกว่าปกติ ซึ่งบรรดาอาหารที่ต้องงดหรือหลีกเลี่ยงที่จะกินเข้าไปในตอนท้องว่าง มีดังต่อไปนี้ 1.ชา ความเชื่อที่ว่าการได้ดื่มชาจะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นนั้นเป็นเรื่องที่ต้องมีความเข้าใจ ซึ่งที่ถูกต้องคือต้องดื่มชาคู่กันกับของว่างอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย เพราะลำพังการดื่มชาอย่างเดียวในตอนท้องว่าง จะทำให้กระเพาะหลั่งกรดเกลือออกมา ซึ่งกรดเกลือจะส่งผลทำให้เกิดอาการใจสั่นและร่างกายอ่อนแรง 2.กล้วย การทานกล้วยจะช่วยเพิ่มปริมาณของธาตุแมกนีเซียมในโลหิตเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้เกิดสภาวะไม่สมดุลระหว่างแมกนีเซียมกับแคลเซียมในร่างกายซึ่งก่อให่เกิดอาการหลอดเลือดหัวใจทำงานได้ไม่เป็นปกติ เกิดผลเสียร้ายแรงต่อร่างกายตามมา 3.ลูกพลับ เมื่อเราทานลูกพลับในขณะที่ท้องยังว่างอยู่ จะทำให้ร่างกายเราในส่วนของกระเพาะอาหารปลดปล่อยกรดเกลือออกมา ทำให้เกิดอาการปวดตรงบริเวณหน้าอก เกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน 4.นม การดื่มนมเป็นเรื่องดีต่อร่างกายแต่ต้องดื่มในขณะที่กระเพาะอาหารมีแป้งอยู่ด้วยเท่านั้น ไม่เช่นนั้นหากดื่มนมอย่างเดียวในขณะที่ท้องยังไม่มีอะไรอยู่ จะทำให้เกิดอาการท้องอืดตามมาอย่างแน่นอน 5.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะเข้าไปทำลายเยื่อบุในกระเพาะอาหาร เพราะเครื่องดิ่มเหล่านี้จะก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารทำให้เกิดอาการของโรคกระเพาะอักเสบตามมาได้ 6.ของหวาน บรรดาของหวานๆทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมหวาน ลูกอม จะทำให้การดูดซึมโปรตีนของร่างกายผิดปกติเพราะโปรตีนจะเข้าไปรวมตัวกันกับน้ำตาลที่เป็นส่วนผสมหลักของของหวานเหล่านั้น เมื่อร่างกายไม่สามารถดูดซึมโปรตีนได้อย่างเต็มที่จะก่อให้เกิดอาการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ รวมไปถึงการทำงานของไตที่ผิดปกติตามมาอีกด้วย ขอบคุณรูปภาพจาก acharaa.com,www.l3nr.org

ภาวะไขมันพอกตับ ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

ภาวะไขมันพอกตับ อันตรายแค่ไหน “ภาวะไขมันพอกตับ” เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงไม่รู้จักโรคนี้มากนัก เพราะเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมไขมันในตับ หากเราไม่ไปตรวจเฉพาะทางก็จะไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นโรคนี้ เพราะโรคนี้มักไม่แสดงอาการ ไม่มีอาการเตือน ไม่มีการแสดงออกว่าเจ็บปวด แต่ในบางครั้งหากเราสังเกตก็จะพบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพด้านอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ มักจะเป็นจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์ จะมีความเสี่ยงสูง อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับปริมาณความถี่ในการดื่ม และระยะเวลาที่ดื่ม แต่คนธรรมดาเองก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน หากมีโรคประจำตัวเป็นโรคเหล่านี้ โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน  โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ เกิดจากการที่เรารับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เกิดไขมันก่อตัวขึ้นในตับ เมื่อตับไม่ได้นำไขมันไปใช้หรือย่อยสลายไปเลยก็เกิดการสะสมของไขมันในตับขึ้น และยิ่งบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงก็อาจจะทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย หลายคนอาจจะถามมาว่าแล้วเราจะรู้ได้ไงว่าตัวเองเป็นโรคนี้รึเปล่า แนะนำให้ไปตรวจสุขภาพประจำปี เพราะการเจาะเลือดจะทำให้เรารู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็น หรือว่ากำลังเป็นโรคนี้ ก็อย่างที่บอกว่าโรคนี้ไม่มีอาการแสดงออก ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังเป็นอยู่ แต่ในบางรายที่มีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย รู้สึกตึงๆที่ใต้ชายโครงขวา คลื่นไส้ และมักจะมีอาการตึง ๆ เวลาทานข้าวอิ่ม คุณกำลังมีความเสี่ยง โรคนี้สามารถตรวจได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือด  การตรวจอัลตราซาวน์ การเจาะชิ้นเนื้อตรวจสอบ การตรวจแบบเฉพาะทาง การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก โรคนี้ยิ่งตรวจพบเร็วยิ่งมีโอกาสรักษาให้หายได้ การดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย […]

1 2 3 4 5 13