โรคนิ่วในไต อันตรายแค่ไหน?

จะทำอย่างไรหากตรวจเจอโรคนิ่วในไต นิ่วในไต นั้นถูกเรียกในหลายชื่อทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากนิ่วในไตสามารถเกิดได้จากแร่ธาตุและสารอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็น Kidney stone, Renal stone, Kidney calculi, Renal calculi, Renal calculus และ Nephrolithiasis นิ่วในไตถือว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยในในช่วงอายุ 30-60 ส่วนมากแล้วจะตรวจพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเกือบ 2-3 เท่าเลยทีเดียว โดยเฉพาะชาวจังหวัดทางภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศไทย สาเหตุ สาเหตุหลักๆของการทำให้ร่างกายเกิดนิ่วในไตเกิดคือ “สารก่อนิ่ว” เช่น แคลเซียม ฟอสเฟต ออกซาเรต ยูริก เป็นต้น โดยปกติแล้วร่างกายจะมีสารเหล่านี้อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งหากมีมากไปอันเกิดจากภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป และถูกขับออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น แคลเซียมเหล่านั้นจะรวมตัวกับสารก่อนิ่วกลายเป็นก้อนนิ่วและโตขึ้นได้เรื่อยๆ อาการ อาการของนิ่วในไต มักไม่มีอาการแสดงใดๆมากนัก แต่จะมีอาการทันทีเมื่อไตเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนหรือมีก้อนนิ่วเข้าไปอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ จนทำให้มีอาการปวดเสียดที่เอว และรวมถึงอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีสีน้ำปัสสาวะที่ขุ่นแดง หรือแผลอักเสบมีหนอง การรักษา การรักษาโรคนิ่วในไตนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1.ในกรณีที่ก้อนนิ่วมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร สามารถรักษาได้ด้วยการดื่มน้ำให้มากๆและใช้ยาละลายนิ่ว เช่น […]

แปะก๊วย สมุนไพร สรรพคุณ บำรุงสมอง

สรรพคุณของแปะก๊วยที่คุณไม่ควรมองข้าม แปะก๊วย ถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่เป็นที่รู้จักและนิยมเป็นอย่างมากในฝั่งเอเชีย มีชื่อสามัญว่า กิงโก้ ไบโลบา (Gingko biloba) และชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ginkgo biloba L. แปะก๊วยเป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูล กิงโกซี่ (Ginkgoaceae) แปะก๊วยเป็นสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนเป็นส่วนมาก ลักษณะของแปะก๊วยจะคล้ายกับใบพัดที่มี 2 กลีบแม้ดูจะเป็นพืชที่มีขนาดเล็กแต่กลับซ่อนไปด้วยสรรพคุณที่คุณไม่ควรจะมองข้าม   สรรพคุณ สรรพคุณหลักๆของแปะก๊วยจะช่วยในเรื่อง ดังนี้ ต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถชะลอความแก่ชรา โดดเด่นในเรื่องของการไหลเวียนของโลหิต กระตุ้นออกซิเจนให้ไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และอวัยวะต่างๆได้อย่างเพียงพอ ช่วยป้องกันโอกาสในการเป็นโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ได้ ชาวจีนจะใช้สำหรับการคลายเครียดและเพิ่มสมาธิในขณะที่ต้องการอ่านหนังสือหรือระหว่างทำงาน เสริมสร้างความจำและต้านโรคซึมเศร้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ                                                                    สรรพคุณอื่นๆที่ควรมองข้ามของแปะก๊วยคือ ช่วยลดอาการปวดเกร็ง ตะคริวหรือการเจ็บกล้ามเนื้อในบริเวณต่างๆ ลดอาการวิงเวียนศีรษะ รักษาอาการเบาหวานขึ้นตา และบรรเทาอาการของโรคพาร์กินสัน                                                                                                        สามารถรักษาโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมหรือป้องกันโอกาสในการเกิดต้อตาในอนาคต สำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืดสามารถรับประทานใบแปะก๊วยเพื่อช่วยป้องกันการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลมและทำให้การหายใจปรับเปลี่ยนเป็นปกติมากยิ่งขึ้น ใครที่กำลังประสบปัญหาในเรื่องของสมรรถภาพทางเพศเสื่อมสามารถดื่มน้ำแปะก๊วยเพื่อช่วยบรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้                                                                                                                             ภายในของแปะก๊วยจะมีสารสกัดชนิดต่างๆอยู่เป็นจำนวนมากสารออกฤทธิ์ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มฟลาโวนกลัยโคไซด์ (Flavone Glycosides) พบได้มากในใบแป๊ะก๊วยและกลุ่มเทอร์พีนแลคโตน (Terpine Lactones) ซึ่งสารทั้งสองตัวนี้จะมกลิ่นที่หอมและยังช่วยปรับการไหลเวียนของโลหิตให้สามารถส่งไปยังสมองและปกป้องเซลล์ทั่วทั้งร่างกาย   […]

โรคเชื้อราในปาก และวิธีรักษา

รู้จักเท่าทันป้องกันโรคเชื้อราในปาก เรื่องสุขภาพในช่องปากเป็นเรื่องสำคัญที่ควรมองข้าม เราต้องใช้ช่องปากสำหรับทานข้าว ทานน้ำ และใช้พูดอยู่ในทุกๆวัน ฉะนั้นหากเรามองข้ามและไม่ดูแลให้ดีเท่าที่ควรอาจจะทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆขึ้นได้ โรคที่เราอยากแนะนำเพื่อให้รู้เท่าทันในวันนี้คือโรคเชื้อราในช่องปาก (Oral Thrush) โรคเชื้อราในช่องปากหรือ Oral Thrush เป็นอาการของโรคภายในช่องปากที่เกิดเป็นแผ่นคราบสีขาวที่บริเวณลิ้น กระพุ้งแก้ม หรือตามริมฝีปากต่างๆ ซึ่งหากคราบขาวนี้หลุดออกไปอาจจะทำให้เกิดแผลอักเสบแดงบริเวณเนื้อเยื่อ บางรายจะพบเลือดออกในขณะแปรงฟัน หากเชื้อลงในหลอดอาหารจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเวลากลืน เจ็บลำคอและหน้าอก สาเหตุ  ของโรคเชื้อราในช่องปากเกิดจากเชื้อราแคนดิด้า (Candida) โดยเชื้อราชนิดนี้จะพบเห็นอยู่ปกติที่บริเวณทางเดินอาหารและผิวหนังด้านนอกแต่พบได้ในปริมาณน้อย เมื่อร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย ไม่สมบูรณ์แข็งแรง ถูกกระตุ้นด้วยสภาวะต่างๆ เช่น โรคหอบหืด โรคทางเดินหายใจ ยาสเตอรอยด์ ในรายผู้ป่วยที่มีความบกพร่องของภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยเอดส์หรือผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด เกิดความเครียดและความวิตกกังวลต่างๆ สิ่งเร้าเหล่านี้นี่เองที่จะทำให้เชื้อราแคนดิด้า (Candida) เพิ่มจำนวนขึ้นจนก่อให้โรคเชื้อราในช่องปาก (Oral Thrush) สาเหตุ  อีกอย่างหนึ่งของโรคเชื้อราในช่องปาก (Oral Thrush) นั้นคือพฤติกรรมของคุณเองเพราะควรหมั่นตรวจดูในช่องปากว่ามีฝ้าสีขาวที่เพดานปากหรือกระพุ้งแก้มหรือไม่ ไม่ควรทานอาหารรสจัด และเป็นแผลร้อนในบ่อยครั้งเกินไปหรือไม่   โรคเชื้อราในช่องปากหรือ Oral Thrush รักษาได้ไม่ยากมากนักเพียงเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อราชนิดต่างๆอย่างถูกวิธีและถูกต้อง มีให้เลือทั้งแบบยาเม็ด ยาอม น้ำยาบ้วนปาก หรือยาทาที่บริเวณฝ้าขาวหรือแผลในช่องปากเวลา […]

ขี้หูอุดตันอันตรายที่แอบซ่อนก่อนเกิดโรค

ขี้หูอุดตันอันตรายที่แอบซ่อนก่อนเกิดโรค หู คืออวัยวะส่วนสำคัญที่ใช้สำหรับการรับเสียงและการทรงตัวของร่างกายเป็นหลัก ภายในรูหูนั้นจะมีลักษณะคล้ายท่อคดเคี้ยวมีความลึกประมาณ 2.5 เซ็นติเมตร ผนังของรูหูจะมีส่วนประกอบของเยื่อบุบางๆ และส่วนประกอบของต่อมน้ำมันช่วยทำหน้าที่ขับไขมันมาหล่อเลี้ยงรูหูให้มีสมดุลที่เหมาะสม ไขมันเหล่านี้จะรวมกับสิ่งสกปรกต่างๆจนกลายเป็นก้อนสกปรกอย่างขี้หู จนนานเข้าสิ่งสกปรกเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดโรคที่เรียกว่าขี้หูอุดตัน สาเหตุของอาการหูอุดตัน           มักจะเกิดจากการทำความสะอาดรูหูอย่างผิดวิธี เช่น การใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดช่องหูชั้นนอก มีน้ำเข้าหูบ่อยครั้ง เป็นต้น เมื่อต่อมสร้างไขมันถูกกะตุ้นจะทำให้มีปริมาณขี้หูเพิ่มมากยิ่งขึ้นและไหลเข้าสู่ช่องหูให้เต็มไปด้วยขี้หูที่อัดแน่นมากกว่าปกติและทำให้ขี้หูอุดตันช่องหูชั้นนอกมากขึ้น    อาการของขี้หูอุดตัน           จะประกอบไปด้วย อาการคันหู ไม่สบายหู รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรอยู่ภายในช่องหู หูอื้อ ฟังเสียงไม่ชัดเจน ปวดหู และมักจะมีเสียงดังจากภายในหูซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ไปมาของขี้หูนั่นเอง   วิธีการรักษาอาการขี้หูอุดตัน            การพบแพทย์ เพื่อทำความสะอาดช่องหูโดยเครื่องดูดขี้หู (Suction) หรือการทำความสะอาดด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหู ในรายที่มีขี้หูเปียกและอุดตันเป็นจำนวนมากควรตรวจหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลางควบคู่ไปด้วยเพราะหากปล่อยไว้นานอาจจะเกิดอาการหูชั้นนอกอักเสบหรืออาการหูติดเชื้อขึ้นได้ หากเกิดอาการดั่งกล่าวแพทย์จำเป็นจะต้องสั่งยาปฏิชีวนะแบบใช้สำหรับหยอดหูหรือแบบรับประทานเพื่อลดอาการอักเสบติดเชื้อดั่งกล่าว ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลสุขภาพหู           คือการหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุต่างๆ สำหรับแคะหูหรือแกะขี้หูที่อุดตันด้วยตนเองเป็นอันขาด […]

หัดเยอรมัน ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

หัดเยอรมัน ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม! “หัดเยอรมัน” คือโรคที่พบได้บ่อยไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15-24 ปี แม้ว่าหัดเยอรมันจะมีรูปแบบในการระบาดที่ไม่รุนแรงเท่ากับโรคหัดอื่นๆและอีสุกอีใส แต่หากคุณได้สัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วยหัดเยอรมันตามสถานที่สาธารณะ โรงเรียน โรงงาน หรือที่ทำงาน อาจจะทำให้ได้เชื้อหัดเยอรมัน ซึ่งถือว่าเป็นภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง หัดเยอรมัน (German measles) หรือในอดีตเราจะเรียกว่าหัดสามวัน (Three-day measles) คือโรคหัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Rubella virus) ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อกับผ่านทางระบบหายใจ สารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำลาย น้ำมูก การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย หรือการสัมผัสร่างกายโดยตรงกับผู้ป่วย ทันทีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ1 – 2 อาทิตย์ในการกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ระบบน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ตับ และม้าม ลักษณะอาการ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำในช่วงแรก แต่สักระยะจะมีไข้สูงถึง 41-42 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว รวมไปถึงอาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกและตาแดง จากนั้นจะเข้าสู่ระยะผื่น โดยมีลักษณะผื่นที่แบนราบเป็นสีชมพูอ่อนๆ มีขนาดเล็กประมาณ 1-4 มิลลิเมตร ขึ้นเป็นจำนวนมากที่บริเวณชายผม รอบปาก ใบหู ลำคอ ลำตัว […]

มารู้จักและป้องกันโรคริดสีดวงจมูก

มารู้จักและป้องกันโรคริดสีดวงจมูก ริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ถือว่าเป็นโรคที่หลายๆคนคงไม่เคยรู้จักมาก่อน อาการของริดสีดวงจมูกอาจจะคล้ายกับอาการสิวอักเสบเนื่องจากจะพบเห็นแผลอักเสบและบวมที่บริเวณใกล้โพรงจมูกเป็นส่วนมาก แต่ที่จริงแล้วริดสีดวงจมูกเกิดจากอะไรและมีวิธีการป้องกันหรือรักษาโรคร้ายนี้อย่างไรบ้าง “ริดสีดวงจมูก” (Nasal polyps) มีลักษณะอาการคล้ายกับก้อนริดสีดวงทั่วไป แต่มักจะพบพร้อมกันทั้ง 2 ข้างของโพรงจมูก ลักษณะแผลมีผิวค่อนข้างมัน เรียบ สีขาวเทาหรือขาวเหลือง หากขนาดของริดสีดวงจมูกใหญ่ขึ้นอาจจะทำให้ลงมาปิดด้านหน้าของโพรงจมูกได้ หรือยื่นเข้ามาทางด้านหลังของโพรงจมูก หากไม่ได้ทำการรักษาจนริดสีดวงจมูกมีขนาดใหญ่อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก หายใจไม่ออก อาการจาม น้ำมูกไหล ได้รับกลิ่นไม่ดีเท่าที่ควร หากผู้ป่วยมีอาการไซนัสอักเสบร่วมด้วยจะยิ่งทำให้มีน้ำมูกและเสมหะเหลืองเขียวไหลลงคอเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งอาการปวดที่บริเวณแก้มและสันจมูก ปวดศีรษะ เจ็บคอเรื้อรัง ไอและระคายคอ และหูอื้อ ริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) มักเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยสำคัญที่ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดริดสีดวงจมูก คือ อาการอักเสบและการติดเชื้อภายในโพรงจมูก การทำงานของระบบประสาท การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดีและพันธุกรรม  โดยริดสีดวงจมูก(Nasal polyps) ไม่ใช่อาการเดียวกับมะเร็งแต่อย่างใด และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นก้อนเนื้อมะเร็งอย่างเด็ดขาด วิธีการรักษา หากพบว่าตนเองมีอาการของริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ที่ไม่ดีขึ้น ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาว่าควรผ่าตัดเอาริดสีดวงจมูกออกหรือไม่อย่างไร เพราะปัจจุบันมีการรักษาด้วยรูปแบบต่างๆ โดยการรักษาริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ที่ดีสุดคือการกำจัดหรือทำให้ริดสีดวงจมูกมีขนาดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้ลดอาการปวดจากไซนัสหรือหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น […]

ฝืฝักบัวคืออะไร? และควรป้องกันอย่างไร

ฝืฝักบัวคืออะไร? และควรป้องกันอย่างไร เมื่อพูดถึงฝีหลายคนจะต้องนึกถึงแผลอักเสบที่ขึ้นมาจุดต่างๆของร่างกาย แต่มีฝีชนิดหนึ่งที่ดูน่ากลัวและมีอาการรุนแรงกว่าฝีชนิดอื่นๆ คือ ฝีฝักบัว (Carbuncle) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการศึกษารูปแบบสาเหตุของการเกิดฝีฝักบัวอย่างชัดเจน แต่ถูกจัดเป็นฝีที่มีความน่ากลัวเพราะสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักฝีฝักบัว (Carbuncle) และวิธีการป้องกันที่ถูกต้อง ฝีฝักบัว (Carbuncle) ไม่ใช่โรคติดต่อแต่อย่างใด แต่เป็นฝีชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Staphylococcus และ Strep tococcus ซึ่งจะเข้าฝังเชื้ออยู่ภายในต่อมไขมันและที่รูขุมขนของผิวหนัง จากนั้นจะลุกลามจนรวมกันเป็นกลุ่มก้อน และเกิดเป็นแผลหนองสะสมจนมีลักษณะเป็นก้อนหนองหลายชุดรวมกันเราจึงเรียกว่าฝีชนิดนี้ว่า “ฝีฝักบัว” นั่นเอง อาการ อาการของฝีฝักบัวจะแสดงออกทางผิวหนัง โดยผู้ป่วยจะพบรอยถลอกและรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย คล้ายกับแผลที่เกิดจากการเกา การเสียดสี การสัมผัมกับของมีคมต่างๆ หลังจากนั้นอาการจะยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นผื่นแดง แข็งขึ้น เจ็บปวดขึ้น ตัวเชื้อจะฝังอยู่ในผิวหนังจนเกิดตุ่มหนองหลายตุ่มตามรูขุมขน อาการดั่งกล่าวมักจะมาพร้อมกับอาการไข้และอ่อนเพลีย เรามักจะพบฝีฝักบัวที่บริเวณต้นคอ ต้นขา และแผ่นหลัง สาเหตุ สาเหตุของโรคฝีฝักบัวมักจะเกิดจากการรักษาสุขอนามัยที่ไม่สะอาดพอ รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่าง โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อคุณพบว่าร่างกายของคุณมีฝีฝักบัวเกิดขึ้นควรทำการพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหากปล่อยให้เชื้อลุกลามอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะต่างๆที่อยู่ใกล้กับฝีฝักบัว เช่น กระดูก กระแสโลหิตติดเชื้อ เกิดเป็นเยื้อบุหัวใจอักเสบ หรือเป็นแผลเรื้อรังได้ การรักษา การรักษาที่ดีที่สุดคือ […]

รางจืด รับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

รับประทานรางจืดอย่างไรให้ปลอดภัยและสุขภาพดี “สมุนไพรรางจืด”ในปัจจุบันนี้ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงร่างกายรูปแบบต่างๆ เช่น แคปซูลรางจืด หรือชารางจืด แต่ไม่ใช่ใครก็สามารถใช้รางจืดได้เนื่องจากในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้ตัวยาต่างๆได้ผลไม่เต็มที่เนื่องจากรางจืดจะไปขับยาเหล่านั้นออกจากร่างกายแทนที่ร่างกายจะได้รับตัวยาอย่างเต็มที่ ฉะนั้นก่อนการรับประทานรางจืดควรศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อช่วยให้สามารถรับประทานรางจืดได้อย่างปลอดภัยและสุขภาพดี 1.ควบคุมปริมาณ แน่นอนว่ารางจืดถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินกว่าร่างกายต้องการอาจจะทำให้เกิดโทษสะสมในอนาคตได้ ซึ่งการควบคุมปริมาณที่ดีที่สุดคือ หากต้องการดื่มรางจืดชนิดชาซองควรเลือกซองที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2-3 กรัมและให้ชงดื่มกับน้ำร้อนในปริมาณ 200 มิลลิลิตรแค่วันละ 3 ซองก็เพียงพอแล้ว หากต้มรางจืดจากใบสดๆคุณสามารถใช้ใบรางจืด 5-7 ใบ ต้มโดยใช้กาน้ำที่บรรจุน้ำเกือบเต็มและเมื่อต้มจนเดือดให้ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที สามารถใช้ดื่มครั้งละ 1 แก้วต่อวันวันละ 4 ครั้ง หากเป็นรางจืดชนิดแคปซูลสามารถรับประทานก่อนอาหารได้ครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 1 กรัมไม่ควรเกินวันละ 3 ครั้งจะปลอดภัยที่สุด 2.ตรวจสอบว่าเป็นรางจืดที่ดี หากใครที่ต้องการใช้ส่วนต่างๆจากต้นรางจืด เช่น ใบรางจืดรากรางจืด ควรเลือกจากต้นรางจืดที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไปจะดีที่สุด ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยาในการขับพิษหรือรักษาอาการต่างๆได้นั้นได้แก่ ใบ ราก และเถาสด  3.รู้จักสรรพคุณที่ถูกต้อง สมุนไพรรางจืดจัดว่าเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา สรรพคุณของรางจืดจะมีทั้งที่ช่วยรักษาอาการร้อนใน แก้กระหายน้ำ ถอนพิษไข้ สามารถใช้เพื่อรักษาบาดแผล […]

ท้องมาน คืออะไร ?? อะไรคือภาวะท้องบวม

  ท้องมาน คืออะไร             หากจะพูดถึงอาการท้องมานเชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จัก เพราะเป็นสภาวะอีกสภาวะหนึ่งที่ร่างกายทำงานผิดปกติ  ซึ่งอาการโรคท้องมานนี่มีอันตรายต่อระบบอวัยวะภายในของร่างกาย ซึ่งคนโดยทั่วไปเมื่อเกิดอาการโรคท้องมานนี้ ไม่ทราบวิธีแก้ ไม่รีบไปโรงพยาบาลก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว อาการท้องมาน (ascites) คือสภาวะที่ร่างกายมีปริมาณน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ซึ่งเป็นสารน้ำที่ร่างกายอาจจะผลิตขึ้นมา หรือมาจากที่อื่นก็ไม่สามารถบอกได้ แต่เป็นสารน้ำที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ซึ่งเจ้าสารน้ำตัวนี้จะไปอยู่บริเวณภายในของเยื่อบุช่องท้อง สารน้ำนี้อาจจะเกิดได้จากการที่ร่างกายทำงานผิดปกติได้เช่นเดียวกัน เช่นการเกิดภาวะ โรคไต หัวใจล้มเหลว โรคตับ ต่างๆ อาการที่พบในผู้ป่วยโรคท้องมาน คือมีสภาวะอาการแน่นท้อง รวมกับอาการของโรคประจำตัวไปด้วย มีอาการท้องโตกว่าปกติ ซึ่งหากท้องโตมากาจจะเกิดอาการหนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ ซึ่งในบางรายอาจจะไม่พบอาการผิดปกติอะไรเลย แต่เมื่อไปพบแพทย์ก็ทำให้ทราบได้ว่า มีปริมาณน้ำในช่องท้องสูงกว่าปกติ ซึ่งอาการท้องมานนี่ไม่ได้ทำให้เสียชีวิตได้ แต่เกิดจากการติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่ทำให้ร่างกายเกิดการอ่อนเพลีย หายใจติดขัด และที่สำคัญ อาจจะทำให้ร่างกายเกิดการภาวะอวัยวะต่างๆทำงานล้มเหลวตามไปด้วย การหลีกเลี่ยงและป้องกันการเกิดภาวะท้องมาน อาการท้องมานไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หากคุณไม่ได้มีโรคประจำตัวจำพวกโรคไต หรือโรคตับ และที่สำคัญการติดไวรัสเองก็มีส่วน เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ต่างๆด้วย แต่การป้องกันไว้ก่อนจึงจะดีที่สุด งดการทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรือทานอาหารจำพวกของหมักของดอง งดทานอาหารที่มีแอลกฮอล์ ในปริมาณสูง หมั่นออกกำลังกายทุกวัน เน้นการทานผักและผลไม้ที่ย่อยง่าย งดการทานของหวานจัด มัน หรือว่าเค็มจัดทั้งหลาย  […]

6 สมุนไพร และอาหารที่คนท้องห้ามกิน

6 สมุนไพร และอาหารที่คนท้องห้ามกิน! ความสุขอีกอย่างหนึ่งของคนที่มีครอบครัวก็คือ การได้มีลูก ซึ่งมันเป็นความสุขที่ไม่อาจจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ แต่ก็เป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังในเรื่องอาหารการกินด้วย ซึ่งสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงห้ามทานในตอนท้อง มีดังต่อไปนี้ 1.ชาดอกคำฝอย เพราะว่าชาดอกคำฝอย มีสรรพคุณอย่างหนึ่งที่ไม่ควรทำให้เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ ก็คือ ชาดอกคำฝอยจะช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีและทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ โดยถือเป็นยาขับเลือดอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นคนที่กำลังท้องต้องงดการดื่มชาดอกคำฝอยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการตกเลือดซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับคนท้อง 2.อาหารที่กินแล้วทำให้ท้องผูก ตามปกติเมื่อเราตั้งครรภ์เป็นแม่คน การขับถ่ายในร่างกายของเราจะไม่เป็นปกติกันอยู่แล้ว ถ้าหากยังฝืนทานอาหารที่ส่งผลทำให้เกิดอาการท้องผูกแล้วหละก็ คงต้องมีความลำบากในการใช้ชีวิตมากกว่าตอนที่ยังไม่ท้องอย่างแน่นอน ดังนั้นควรทานอาหารที่สร้างกากใยให้มากๆเข้าไว้เพื่อการขับถ่ายที่สะดวก 3.อาหารรสจัดทั้งหลาย คนท้องย่อมมีสภาวะของร่างกายในการย่อยอาหารที่ไม่ดีอยู่แล้ว หากทานของที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด จะส่งผลถึงระบบขับถ่ายและระบบการย่อยอาหารไปด้วย อีกทั้งยังก่อให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อตามมาแน่นอน   4.อาหารที่กินแล้วแพ้ ตามธรรมดาคนปกติถ้าหากมีอาการแพ้อาหารบางชนิด เช่น แพ้อาหารทะเล ยังก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมามากมาย บางคนก็ปวดท้อง บางคนเกิดเป็นผื่นคันตามผิวหนัง ซึ่งอาการขึ้นอยู่กับแต่ละคน เมื่อเราท้องต้องเลี่ยงอาหารที่จะทำให้เราเกิดอาการแพ้ทั้งหมด 5.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ว่าโทษภัยของแอลกอฮอล์มันเป็นอย่างไรกันบ้าง ขนาดคนปกติที่ไม่ได้ท้องก็ยังส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพของร่างกายกันอยู่แล้ว แต่นี่เมื่อเราท้องยังมีเด็กที่อยู่ภายในครรภ์ของเราอีกด้วย ดังนั้นเมื่อตั้งครรภ์ต้องงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด 6.อาหารไขมันสูง บรรดาอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ของทอดต่างๆ เมื่อกินเข้าไปจะทำให้ร่างกายย่อยไขมันได้ยากอยู่แล้ว ซึ่งการทำให้ร่างกายสำหรับคนท้องย่อยอาหารได้ไม่ดี ก็จะส่งผลให้เกิดอาการอย่างอื่นตามมา เช่น […]

1 2