ขี้หูอุดตันอันตรายที่แอบซ่อนก่อนเกิดโรค

ขี้หูอุดตันอันตรายที่แอบซ่อนก่อนเกิดโรค หู คืออวัยวะส่วนสำคัญที่ใช้สำหรับการรับเสียงและการทรงตัวของร่างกายเป็นหลัก ภายในรูหูนั้นจะมีลักษณะคล้ายท่อคดเคี้ยวมีความลึกประมาณ 2.5 เซ็นติเมตร ผนังของรูหูจะมีส่วนประกอบของเยื่อบุบางๆ และส่วนประกอบของต่อมน้ำมันช่วยทำหน้าที่ขับไขมันมาหล่อเลี้ยงรูหูให้มีสมดุลที่เหมาะสม ไขมันเหล่านี้จะรวมกับสิ่งสกปรกต่างๆจนกลายเป็นก้อนสกปรกอย่างขี้หู จนนานเข้าสิ่งสกปรกเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดโรคที่เรียกว่าขี้หูอุดตัน สาเหตุของอาการหูอุดตัน           มักจะเกิดจากการทำความสะอาดรูหูอย่างผิดวิธี เช่น การใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดช่องหูชั้นนอก มีน้ำเข้าหูบ่อยครั้ง เป็นต้น เมื่อต่อมสร้างไขมันถูกกะตุ้นจะทำให้มีปริมาณขี้หูเพิ่มมากยิ่งขึ้นและไหลเข้าสู่ช่องหูให้เต็มไปด้วยขี้หูที่อัดแน่นมากกว่าปกติและทำให้ขี้หูอุดตันช่องหูชั้นนอกมากขึ้น    อาการของขี้หูอุดตัน           จะประกอบไปด้วย อาการคันหู ไม่สบายหู รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรอยู่ภายในช่องหู หูอื้อ ฟังเสียงไม่ชัดเจน ปวดหู และมักจะมีเสียงดังจากภายในหูซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ไปมาของขี้หูนั่นเอง   วิธีการรักษาอาการขี้หูอุดตัน            การพบแพทย์ เพื่อทำความสะอาดช่องหูโดยเครื่องดูดขี้หู (Suction) หรือการทำความสะอาดด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหู ในรายที่มีขี้หูเปียกและอุดตันเป็นจำนวนมากควรตรวจหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลางควบคู่ไปด้วยเพราะหากปล่อยไว้นานอาจจะเกิดอาการหูชั้นนอกอักเสบหรืออาการหูติดเชื้อขึ้นได้ หากเกิดอาการดั่งกล่าวแพทย์จำเป็นจะต้องสั่งยาปฏิชีวนะแบบใช้สำหรับหยอดหูหรือแบบรับประทานเพื่อลดอาการอักเสบติดเชื้อดั่งกล่าว ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลสุขภาพหู           คือการหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุต่างๆ สำหรับแคะหูหรือแกะขี้หูที่อุดตันด้วยตนเองเป็นอันขาด […]

หัดเยอรมัน ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

หัดเยอรมัน ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม! “หัดเยอรมัน” คือโรคที่พบได้บ่อยไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15-24 ปี แม้ว่าหัดเยอรมันจะมีรูปแบบในการระบาดที่ไม่รุนแรงเท่ากับโรคหัดอื่นๆและอีสุกอีใส แต่หากคุณได้สัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วยหัดเยอรมันตามสถานที่สาธารณะ โรงเรียน โรงงาน หรือที่ทำงาน อาจจะทำให้ได้เชื้อหัดเยอรมัน ซึ่งถือว่าเป็นภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง หัดเยอรมัน (German measles) หรือในอดีตเราจะเรียกว่าหัดสามวัน (Three-day measles) คือโรคหัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Rubella virus) ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อกับผ่านทางระบบหายใจ สารคัดหลั่งต่างๆ เช่น น้ำลาย น้ำมูก การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย หรือการสัมผัสร่างกายโดยตรงกับผู้ป่วย ทันทีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ1 – 2 อาทิตย์ในการกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ระบบน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ตับ และม้าม ลักษณะอาการ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำในช่วงแรก แต่สักระยะจะมีไข้สูงถึง 41-42 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว รวมไปถึงอาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกและตาแดง จากนั้นจะเข้าสู่ระยะผื่น โดยมีลักษณะผื่นที่แบนราบเป็นสีชมพูอ่อนๆ มีขนาดเล็กประมาณ 1-4 มิลลิเมตร ขึ้นเป็นจำนวนมากที่บริเวณชายผม รอบปาก ใบหู ลำคอ ลำตัว […]

มารู้จักและป้องกันโรคริดสีดวงจมูก

มารู้จักและป้องกันโรคริดสีดวงจมูก ริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ถือว่าเป็นโรคที่หลายๆคนคงไม่เคยรู้จักมาก่อน อาการของริดสีดวงจมูกอาจจะคล้ายกับอาการสิวอักเสบเนื่องจากจะพบเห็นแผลอักเสบและบวมที่บริเวณใกล้โพรงจมูกเป็นส่วนมาก แต่ที่จริงแล้วริดสีดวงจมูกเกิดจากอะไรและมีวิธีการป้องกันหรือรักษาโรคร้ายนี้อย่างไรบ้าง “ริดสีดวงจมูก” (Nasal polyps) มีลักษณะอาการคล้ายกับก้อนริดสีดวงทั่วไป แต่มักจะพบพร้อมกันทั้ง 2 ข้างของโพรงจมูก ลักษณะแผลมีผิวค่อนข้างมัน เรียบ สีขาวเทาหรือขาวเหลือง หากขนาดของริดสีดวงจมูกใหญ่ขึ้นอาจจะทำให้ลงมาปิดด้านหน้าของโพรงจมูกได้ หรือยื่นเข้ามาทางด้านหลังของโพรงจมูก หากไม่ได้ทำการรักษาจนริดสีดวงจมูกมีขนาดใหญ่อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก หายใจไม่ออก อาการจาม น้ำมูกไหล ได้รับกลิ่นไม่ดีเท่าที่ควร หากผู้ป่วยมีอาการไซนัสอักเสบร่วมด้วยจะยิ่งทำให้มีน้ำมูกและเสมหะเหลืองเขียวไหลลงคอเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งอาการปวดที่บริเวณแก้มและสันจมูก ปวดศีรษะ เจ็บคอเรื้อรัง ไอและระคายคอ และหูอื้อ ริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) มักเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยสำคัญที่ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดริดสีดวงจมูก คือ อาการอักเสบและการติดเชื้อภายในโพรงจมูก การทำงานของระบบประสาท การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดีและพันธุกรรม  โดยริดสีดวงจมูก(Nasal polyps) ไม่ใช่อาการเดียวกับมะเร็งแต่อย่างใด และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นก้อนเนื้อมะเร็งอย่างเด็ดขาด วิธีการรักษา หากพบว่าตนเองมีอาการของริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ที่ไม่ดีขึ้น ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาว่าควรผ่าตัดเอาริดสีดวงจมูกออกหรือไม่อย่างไร เพราะปัจจุบันมีการรักษาด้วยรูปแบบต่างๆ โดยการรักษาริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ที่ดีสุดคือการกำจัดหรือทำให้ริดสีดวงจมูกมีขนาดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้ลดอาการปวดจากไซนัสหรือหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น […]

ฝืฝักบัวคืออะไร? และควรป้องกันอย่างไร

ฝืฝักบัวคืออะไร? และควรป้องกันอย่างไร เมื่อพูดถึงฝีหลายคนจะต้องนึกถึงแผลอักเสบที่ขึ้นมาจุดต่างๆของร่างกาย แต่มีฝีชนิดหนึ่งที่ดูน่ากลัวและมีอาการรุนแรงกว่าฝีชนิดอื่นๆ คือ ฝีฝักบัว (Carbuncle) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการศึกษารูปแบบสาเหตุของการเกิดฝีฝักบัวอย่างชัดเจน แต่ถูกจัดเป็นฝีที่มีความน่ากลัวเพราะสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักฝีฝักบัว (Carbuncle) และวิธีการป้องกันที่ถูกต้อง ฝีฝักบัว (Carbuncle) ไม่ใช่โรคติดต่อแต่อย่างใด แต่เป็นฝีชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Staphylococcus และ Strep tococcus ซึ่งจะเข้าฝังเชื้ออยู่ภายในต่อมไขมันและที่รูขุมขนของผิวหนัง จากนั้นจะลุกลามจนรวมกันเป็นกลุ่มก้อน และเกิดเป็นแผลหนองสะสมจนมีลักษณะเป็นก้อนหนองหลายชุดรวมกันเราจึงเรียกว่าฝีชนิดนี้ว่า “ฝีฝักบัว” นั่นเอง อาการ อาการของฝีฝักบัวจะแสดงออกทางผิวหนัง โดยผู้ป่วยจะพบรอยถลอกและรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย คล้ายกับแผลที่เกิดจากการเกา การเสียดสี การสัมผัมกับของมีคมต่างๆ หลังจากนั้นอาการจะยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นผื่นแดง แข็งขึ้น เจ็บปวดขึ้น ตัวเชื้อจะฝังอยู่ในผิวหนังจนเกิดตุ่มหนองหลายตุ่มตามรูขุมขน อาการดั่งกล่าวมักจะมาพร้อมกับอาการไข้และอ่อนเพลีย เรามักจะพบฝีฝักบัวที่บริเวณต้นคอ ต้นขา และแผ่นหลัง สาเหตุ สาเหตุของโรคฝีฝักบัวมักจะเกิดจากการรักษาสุขอนามัยที่ไม่สะอาดพอ รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่าง โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อคุณพบว่าร่างกายของคุณมีฝีฝักบัวเกิดขึ้นควรทำการพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหากปล่อยให้เชื้อลุกลามอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะต่างๆที่อยู่ใกล้กับฝีฝักบัว เช่น กระดูก กระแสโลหิตติดเชื้อ เกิดเป็นเยื้อบุหัวใจอักเสบ หรือเป็นแผลเรื้อรังได้ การรักษา การรักษาที่ดีที่สุดคือ […]

รางจืด รับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

รับประทานรางจืดอย่างไรให้ปลอดภัยและสุขภาพดี “สมุนไพรรางจืด”ในปัจจุบันนี้ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงร่างกายรูปแบบต่างๆ เช่น แคปซูลรางจืด หรือชารางจืด แต่ไม่ใช่ใครก็สามารถใช้รางจืดได้เนื่องจากในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้ตัวยาต่างๆได้ผลไม่เต็มที่เนื่องจากรางจืดจะไปขับยาเหล่านั้นออกจากร่างกายแทนที่ร่างกายจะได้รับตัวยาอย่างเต็มที่ ฉะนั้นก่อนการรับประทานรางจืดควรศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อช่วยให้สามารถรับประทานรางจืดได้อย่างปลอดภัยและสุขภาพดี 1.ควบคุมปริมาณ แน่นอนว่ารางจืดถือว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินกว่าร่างกายต้องการอาจจะทำให้เกิดโทษสะสมในอนาคตได้ ซึ่งการควบคุมปริมาณที่ดีที่สุดคือ หากต้องการดื่มรางจืดชนิดชาซองควรเลือกซองที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2-3 กรัมและให้ชงดื่มกับน้ำร้อนในปริมาณ 200 มิลลิลิตรแค่วันละ 3 ซองก็เพียงพอแล้ว หากต้มรางจืดจากใบสดๆคุณสามารถใช้ใบรางจืด 5-7 ใบ ต้มโดยใช้กาน้ำที่บรรจุน้ำเกือบเต็มและเมื่อต้มจนเดือดให้ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที สามารถใช้ดื่มครั้งละ 1 แก้วต่อวันวันละ 4 ครั้ง หากเป็นรางจืดชนิดแคปซูลสามารถรับประทานก่อนอาหารได้ครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 1 กรัมไม่ควรเกินวันละ 3 ครั้งจะปลอดภัยที่สุด 2.ตรวจสอบว่าเป็นรางจืดที่ดี หากใครที่ต้องการใช้ส่วนต่างๆจากต้นรางจืด เช่น ใบรางจืดรากรางจืด ควรเลือกจากต้นรางจืดที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไปจะดีที่สุด ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยาในการขับพิษหรือรักษาอาการต่างๆได้นั้นได้แก่ ใบ ราก และเถาสด  3.รู้จักสรรพคุณที่ถูกต้อง สมุนไพรรางจืดจัดว่าเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา สรรพคุณของรางจืดจะมีทั้งที่ช่วยรักษาอาการร้อนใน แก้กระหายน้ำ ถอนพิษไข้ สามารถใช้เพื่อรักษาบาดแผล […]

ท้องมาน คืออะไร ?? อะไรคือภาวะท้องบวม

  ท้องมาน คืออะไร             หากจะพูดถึงอาการท้องมานเชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จัก เพราะเป็นสภาวะอีกสภาวะหนึ่งที่ร่างกายทำงานผิดปกติ  ซึ่งอาการโรคท้องมานนี่มีอันตรายต่อระบบอวัยวะภายในของร่างกาย ซึ่งคนโดยทั่วไปเมื่อเกิดอาการโรคท้องมานนี้ ไม่ทราบวิธีแก้ ไม่รีบไปโรงพยาบาลก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว อาการท้องมาน (ascites) คือสภาวะที่ร่างกายมีปริมาณน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ซึ่งเป็นสารน้ำที่ร่างกายอาจจะผลิตขึ้นมา หรือมาจากที่อื่นก็ไม่สามารถบอกได้ แต่เป็นสารน้ำที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ซึ่งเจ้าสารน้ำตัวนี้จะไปอยู่บริเวณภายในของเยื่อบุช่องท้อง สารน้ำนี้อาจจะเกิดได้จากการที่ร่างกายทำงานผิดปกติได้เช่นเดียวกัน เช่นการเกิดภาวะ โรคไต หัวใจล้มเหลว โรคตับ ต่างๆ อาการที่พบในผู้ป่วยโรคท้องมาน คือมีสภาวะอาการแน่นท้อง รวมกับอาการของโรคประจำตัวไปด้วย มีอาการท้องโตกว่าปกติ ซึ่งหากท้องโตมากาจจะเกิดอาการหนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ ซึ่งในบางรายอาจจะไม่พบอาการผิดปกติอะไรเลย แต่เมื่อไปพบแพทย์ก็ทำให้ทราบได้ว่า มีปริมาณน้ำในช่องท้องสูงกว่าปกติ ซึ่งอาการท้องมานนี่ไม่ได้ทำให้เสียชีวิตได้ แต่เกิดจากการติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่ทำให้ร่างกายเกิดการอ่อนเพลีย หายใจติดขัด และที่สำคัญ อาจจะทำให้ร่างกายเกิดการภาวะอวัยวะต่างๆทำงานล้มเหลวตามไปด้วย การหลีกเลี่ยงและป้องกันการเกิดภาวะท้องมาน อาการท้องมานไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หากคุณไม่ได้มีโรคประจำตัวจำพวกโรคไต หรือโรคตับ และที่สำคัญการติดไวรัสเองก็มีส่วน เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ต่างๆด้วย แต่การป้องกันไว้ก่อนจึงจะดีที่สุด งดการทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรือทานอาหารจำพวกของหมักของดอง งดทานอาหารที่มีแอลกฮอล์ ในปริมาณสูง หมั่นออกกำลังกายทุกวัน เน้นการทานผักและผลไม้ที่ย่อยง่าย งดการทานของหวานจัด มัน หรือว่าเค็มจัดทั้งหลาย  […]

6 สมุนไพร และอาหารที่คนท้องห้ามกิน

6 สมุนไพร และอาหารที่คนท้องห้ามกิน! ความสุขอีกอย่างหนึ่งของคนที่มีครอบครัวก็คือ การได้มีลูก ซึ่งมันเป็นความสุขที่ไม่อาจจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ แต่ก็เป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังในเรื่องอาหารการกินด้วย ซึ่งสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงห้ามทานในตอนท้อง มีดังต่อไปนี้ 1.ชาดอกคำฝอย เพราะว่าชาดอกคำฝอย มีสรรพคุณอย่างหนึ่งที่ไม่ควรทำให้เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ ก็คือ ชาดอกคำฝอยจะช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีและทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ โดยถือเป็นยาขับเลือดอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นคนที่กำลังท้องต้องงดการดื่มชาดอกคำฝอยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการตกเลือดซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับคนท้อง 2.อาหารที่กินแล้วทำให้ท้องผูก ตามปกติเมื่อเราตั้งครรภ์เป็นแม่คน การขับถ่ายในร่างกายของเราจะไม่เป็นปกติกันอยู่แล้ว ถ้าหากยังฝืนทานอาหารที่ส่งผลทำให้เกิดอาการท้องผูกแล้วหละก็ คงต้องมีความลำบากในการใช้ชีวิตมากกว่าตอนที่ยังไม่ท้องอย่างแน่นอน ดังนั้นควรทานอาหารที่สร้างกากใยให้มากๆเข้าไว้เพื่อการขับถ่ายที่สะดวก 3.อาหารรสจัดทั้งหลาย คนท้องย่อมมีสภาวะของร่างกายในการย่อยอาหารที่ไม่ดีอยู่แล้ว หากทานของที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด จะส่งผลถึงระบบขับถ่ายและระบบการย่อยอาหารไปด้วย อีกทั้งยังก่อให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อตามมาแน่นอน   4.อาหารที่กินแล้วแพ้ ตามธรรมดาคนปกติถ้าหากมีอาการแพ้อาหารบางชนิด เช่น แพ้อาหารทะเล ยังก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมามากมาย บางคนก็ปวดท้อง บางคนเกิดเป็นผื่นคันตามผิวหนัง ซึ่งอาการขึ้นอยู่กับแต่ละคน เมื่อเราท้องต้องเลี่ยงอาหารที่จะทำให้เราเกิดอาการแพ้ทั้งหมด 5.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ว่าโทษภัยของแอลกอฮอล์มันเป็นอย่างไรกันบ้าง ขนาดคนปกติที่ไม่ได้ท้องก็ยังส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพของร่างกายกันอยู่แล้ว แต่นี่เมื่อเราท้องยังมีเด็กที่อยู่ภายในครรภ์ของเราอีกด้วย ดังนั้นเมื่อตั้งครรภ์ต้องงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด 6.อาหารไขมันสูง บรรดาอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ของทอดต่างๆ เมื่อกินเข้าไปจะทำให้ร่างกายย่อยไขมันได้ยากอยู่แล้ว ซึ่งการทำให้ร่างกายสำหรับคนท้องย่อยอาหารได้ไม่ดี ก็จะส่งผลให้เกิดอาการอย่างอื่นตามมา เช่น […]

เหงือกร่น สาเหตุ อาการและวิธีรักษา

“เหงือกร่น”สาเหตุ อาการและวิธีรักษา การรักษาสุขภาพในช่องปากเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะในช่องปากประกอบไปด้วยอวัยวะที่สำคัญอย่างเช่น ฟันและที่ส่วนที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวของฟันเอาไว้ก็คือ เหงือก หากเราดูแลเหงือกได้ไม่ดีก็จะส่งผลกระทบต่อฟันได้หรือถ้าเราดูแลฟันไม่ดีก็ส่งผลเสียต่อเหงือกได้เช่นเดียวกัน สาเหตุของการเกิดเหงือกร่น 1.เกิดจากโรคเหงือกอักเสบ ทำให้ส่วนของกระดูกรอบๆรากฟันถูกทำลาย หลังจากนั้นก็จะเกิดอาการเหงือกร่นตามมา 2.เกิดจากการแปรงฟันด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง เช่น การแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งเกินไปหรือการแปรงฟันด้วยลักษณะการแปรงฟันไปทางแนวนอนเพียงอย่างเดียว 3.เกิดจากมีนิสัยชอบนอนกัดฟันเพราะว่าเหงือกจะได้รับการกระแทกจากการกระทบกันของฟันบนและฟันล่าง ยิ่งนอนกัดฟันนานเท่าใดก็ยิ่งจะส่งผลกระทบต่อเหงือกมากขึ้นเท่านั้น ลักษณะอาการ อาการของโรคเหงือกร่นเราสามารถสังเกตได้จาก การยืนส่องกระจกแล้วยิงฟัน จะเห็นส่วนของฐานฟันโผล่ออกมาอย่างผิดปกติมองดูคล้ายกับว่าฟันยาวมากขึ้นและจะสามารถมองเห็นช่องว่างระหว่างฟันทั้งสองซี่ที่อยู่ติดกันซึ่งตามปกติจะมองไม่เห็นช่องว่างเหล่านี้เกิดขึ้น วิธีรักษาเหงือกร่น 1.หากสาเหตุของเหงือกร่นเกิดจากโรคเหงือกอักเสบ ก็ต้องรักษาด้วยการขูดหินปูนซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคหรือการเกลารากฟันเพื่อขจัดพวกเชื้อจุลินทรีย์ แต่หากมีอาการเหงือกร่นอย่างรุนแรงคงต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 2.หากสาเหตุของเหงือกร่นเกิดจากการแปรงฟันที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องรักษาด้วยการใช้แปรงสีฟันที่เหมาะสมกับช่องปากของเรา มีขนแปรงที่อ่อนนุ่มไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเหงือก รวมทั้งต้องแปรงฟันด้วยวิธีแปรงแบบขึ้นและแปรงลงอย่างช้าๆนุ่มนวล 3.หากสาเหตุของเหงือกร่นเกิดจากการมีนิสัยชอบนอนกัดฟัน ในเบื้องต้นก็ต้องรักษาด้วยการสวมใส่อุปกรณ์สำหรับครอบตัวฟันในขณะนอนหลับซึ่งเป็นการป้องกันการกระทบกันของฟันบนกับฟันล่าง โดยอุปกรณ์สำหรับครอบฟันดังกล่าวต้องอาศัยการจัดทำของทันตแพทย์เพื่อให้เหมาะสมและพอดีกับฟันและช่องปากของเราเอง ขอบคุณรูปภาพจาก www.ewanbramley.com

ไอเรื้อรัง สาเหตุ อาการและวิธีรักษา

ไอเรื้อรัง สาเหตุ อาการและวิธีรักษา เมื่อเราเกิดป่วยเป็นไข้หวัดขึ้นมา ซึ่งอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยเดี๋ยววันนี้ร้อนเดี๋ยวพรุ่งนี้หนาวหรือผู้ที่ต้องทำงานในห้องแอร์ พอออกมาพบอากาศร้อนจากภายนอกก็ทำให้ร่างกายปรับตัวได้ไม่ทัน พอเป็นไข้หวัดแล้วอาการที่ตามมาก็คือ ตัวร้อน น้ำมูกไหล ตามมาด้วยอาการเจ็บคอ ซึ่งถ้ายังรักษาไม่หายอาการที่จะตามมาอย่างแน่นอนก็คือ การไอ แต่ถ้าหากการไอดังกล่าวทำอย่างไรก็ไม่หายซักที ใช้เวลานานเป็นเดือนแบบนี้จะเรียกว่า การไอแบบเรื้อรัง สาเหตุ 1.ไอเรื้อรังแบบไม่มีเสมหะ เกิดจากการระคายเคืองต่อสภาวะแวดล้อม เช่น แพ้ควัน หอบหืด 2.ไอเรื้อรังแบบมีเสมหะ ต้องสังเกตที่เสมหะ ถ้าเสมหะมีสีเหลืองแสดงว่ามีการติดเชื้อในลำคอ ถ้าเสมหะมีสีขาวแสดงว่าเป็นภูมแพ้ อาการ มีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป วิธีรักษา ไอเรื้อรังแบบไม่มีเสมหะ รักษาด้วยการกินยากลุ่มที่ระงับอาการไอเพราะตัวยาจะไปช่วยทำให้อาการไอลดน้อยลง ไอเรื้อรังแบบมีเสมหะ รักษาด้วยการกินยากลุ่มละลายเสมหะ ซึ่งตัวยาจะไปทำให้ความเหนียวข้นของเสมหะละลายตัวลงทำให้ร่างกายสามารถขับออกมาได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ข้อควรระวัง ก็คือ อย่าใช้ยาผิดประเภทโดยเด็ดขาดเพราะถ้าเป็นอาการไอเรื้อรังแบบมีเสมหะแต่เราไปกินยากลุ่มที่มีฤทธิ์เพียงระงับอาการไอเพียงอย่างเดียวแล้วไม่มีฤทธิ์ละลายเสมหะซึ่งเป็นต้นตอที่แท้จริงของปัญหาการไอ แม้ว่าอาการไอจะลดลงก็จริงแต่เสมหะยังคงตกค้างอยู่ภายในหลอดลมอยู่ เมื่อปล่อยให้เนิ่นนานไปอาจส่งผลให้เป็นโรคปอดอักเสบได้ตามมา การดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆจะช่วยบรรเทาอาการไอได้อย่างมากเพราะน้ำอุ่นจะช่วยในการละลายเสมหะที่ค้างอยู่ในหลอดลม อีกทั้งต้องงดอาหารประเภทของทอดของมัน เช่น ปาท่องโก๋ เป็นต้น รวมทั้งต้องอยู่ให้ไกลจากควันบุหรี่หรืองดการสูบบุหรี่ไปก่อน อีกอย่างคือ ควรงดการใช้เสียงชั่วคราวจะช่วยทำให้อาการไอลดลงได้อย่างมากเพราะเหมือนเป็นการให้หลอดลมได้พักการใช้งาน ขอบคุณรูปภาพจาก www.classicfm.com

สายตาเอียง สาเหตุเกิดจากอะไร มาดูกัน

สายตาเอียงเกิดจาก…. การมองเห็นสิ่งต่างๆของคนเรานั้น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันเลยทีเดียว ซึ่งหากคนเรามีปัญหาในการมองเห็นที่มีประสิทธิภาพไม่เต็มที่แล้วหละก็คงต้องลำบากน่าดู หนึ่งในอาการปัญหาด้านสายตาที่พบได้บ่อยก็คือ ปัญหาสายตาเอียง โดยผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียงจะมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น มองเห็นได้ไม่ชัดเจนในระยะใกล้หรือไกล ทำให้เวลาอ่านหนังสือต้องใช้สายตาเพ่งอย่างมากกว่าคนปกติ บางครั้งผู้ป่วยต้องใช้การเอียงศีรษะเพื่อช่วยให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นตอนอ่านหนังสือหรือตอนดูทีวี เวลามองแสงไฟจะเห็นเป็นแสงเรื่อๆรอบแสงไฟ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว เวียนหัวตามมา มีอาการเมื่อยล้าของดวงตา หากผู้มีสายตาเอียงต้องขับรถในตอนกลางคืนจะเกิดปัญหาแสงรบกวนการมองเห็นได้ หรือเวลาต้องการจะมองภาพอะไรให้ชัดเจน ผู้มีสายตาเอียงจำเป็นต้องมีการหรี่ตาเพื่อทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น สาเหตุของการเกิดสภาวะสายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียงเกิดจากความโค้งของกระจกตาดำมีความไม่เท่ากันในแต่ละแนว ทั้งความโค้งในแนวตั้งและความโค้งในแนวนอน โดยกระจกตาจะมีลักษณะกลม ซึ่งในคนที่มีสายตาปกติจะมีรัศมีของความโค้งเท่ากันตลอดแนวความโค้ง แต่จะว่ากันตามความจริงแล้ว ถ้าหากความเอียงของดวงตานั้นไม่มากเกินไปกว่า 50 องศาก็จะไม่ส่งผลอะไรมาก เพราะถือว่าเป็นความเอียงของสายตาตามปกติของคนเราอยู่แล้ว ผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียงอาจเกิดมาจากกรรมพันธุ์หรือไม่ก็ได้ แต่มักจะมีปัญหาด้านสายตาอย่างอื่นร่วมอยู่ด้วย เช่น สายตาสั้นหรือสายตายาว การรักษาอาการสายตาเอียงส่วนใหญ่ถ้ามีความเอียงไม่มากนักจะใช้การรักษาด้วยวิธีการสวมคอนแทคเลนส์หรือการสวมแว่นสายตารูปเลนส์แบบทรงกระบอก cylindrical lens เพื่อปรับการรวมของแสงให้เท่ากัน แต่ถ้าหากความเอียงของสายตามีมากหรือมีความเอียงของดวงตาทั้งสองข้างไม่เท่ากันด้วยแล้ว จำเป็นต้องแก้ไขด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งแบบใช้มีดผ่าตัดและแบบผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ โดยวิธีดังกล่าวจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยมีที่จะทำการผ่าตัดมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ขอบคุณรูปภาพจาก www.dealsandyou.com

1 2