เหงือกร่น สาเหตุ อาการและวิธีรักษา

“เหงือกร่น”สาเหตุ อาการและวิธีรักษา การรักษาสุขภาพในช่องปากเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะในช่องปากประกอบไปด้วยอวัยวะที่สำคัญอย่างเช่น ฟันและที่ส่วนที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวของฟันเอาไว้ก็คือ เหงือก หากเราดูแลเหงือกได้ไม่ดีก็จะส่งผลกระทบต่อฟันได้หรือถ้าเราดูแลฟันไม่ดีก็ส่งผลเสียต่อเหงือกได้เช่นเดียวกัน สาเหตุของการเกิดเหงือกร่น 1.เกิดจากโรคเหงือกอักเสบ ทำให้ส่วนของกระดูกรอบๆรากฟันถูกทำลาย หลังจากนั้นก็จะเกิดอาการเหงือกร่นตามมา 2.เกิดจากการแปรงฟันด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง เช่น การแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งเกินไปหรือการแปรงฟันด้วยลักษณะการแปรงฟันไปทางแนวนอนเพียงอย่างเดียว 3.เกิดจากมีนิสัยชอบนอนกัดฟันเพราะว่าเหงือกจะได้รับการกระแทกจากการกระทบกันของฟันบนและฟันล่าง ยิ่งนอนกัดฟันนานเท่าใดก็ยิ่งจะส่งผลกระทบต่อเหงือกมากขึ้นเท่านั้น ลักษณะอาการ อาการของโรคเหงือกร่นเราสามารถสังเกตได้จาก การยืนส่องกระจกแล้วยิงฟัน จะเห็นส่วนของฐานฟันโผล่ออกมาอย่างผิดปกติมองดูคล้ายกับว่าฟันยาวมากขึ้นและจะสามารถมองเห็นช่องว่างระหว่างฟันทั้งสองซี่ที่อยู่ติดกันซึ่งตามปกติจะมองไม่เห็นช่องว่างเหล่านี้เกิดขึ้น วิธีรักษาเหงือกร่น 1.หากสาเหตุของเหงือกร่นเกิดจากโรคเหงือกอักเสบ ก็ต้องรักษาด้วยการขูดหินปูนซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคหรือการเกลารากฟันเพื่อขจัดพวกเชื้อจุลินทรีย์ แต่หากมีอาการเหงือกร่นอย่างรุนแรงคงต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 2.หากสาเหตุของเหงือกร่นเกิดจากการแปรงฟันที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องรักษาด้วยการใช้แปรงสีฟันที่เหมาะสมกับช่องปากของเรา มีขนแปรงที่อ่อนนุ่มไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเหงือก รวมทั้งต้องแปรงฟันด้วยวิธีแปรงแบบขึ้นและแปรงลงอย่างช้าๆนุ่มนวล 3.หากสาเหตุของเหงือกร่นเกิดจากการมีนิสัยชอบนอนกัดฟัน ในเบื้องต้นก็ต้องรักษาด้วยการสวมใส่อุปกรณ์สำหรับครอบตัวฟันในขณะนอนหลับซึ่งเป็นการป้องกันการกระทบกันของฟันบนกับฟันล่าง โดยอุปกรณ์สำหรับครอบฟันดังกล่าวต้องอาศัยการจัดทำของทันตแพทย์เพื่อให้เหมาะสมและพอดีกับฟันและช่องปากของเราเอง ขอบคุณรูปภาพจาก www.ewanbramley.com

ไอเรื้อรัง สาเหตุ อาการและวิธีรักษา

ไอเรื้อรัง สาเหตุ อาการและวิธีรักษา เมื่อเราเกิดป่วยเป็นไข้หวัดขึ้นมา ซึ่งอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยเดี๋ยววันนี้ร้อนเดี๋ยวพรุ่งนี้หนาวหรือผู้ที่ต้องทำงานในห้องแอร์ พอออกมาพบอากาศร้อนจากภายนอกก็ทำให้ร่างกายปรับตัวได้ไม่ทัน พอเป็นไข้หวัดแล้วอาการที่ตามมาก็คือ ตัวร้อน น้ำมูกไหล ตามมาด้วยอาการเจ็บคอ ซึ่งถ้ายังรักษาไม่หายอาการที่จะตามมาอย่างแน่นอนก็คือ การไอ แต่ถ้าหากการไอดังกล่าวทำอย่างไรก็ไม่หายซักที ใช้เวลานานเป็นเดือนแบบนี้จะเรียกว่า การไอแบบเรื้อรัง สาเหตุ 1.ไอเรื้อรังแบบไม่มีเสมหะ เกิดจากการระคายเคืองต่อสภาวะแวดล้อม เช่น แพ้ควัน หอบหืด 2.ไอเรื้อรังแบบมีเสมหะ ต้องสังเกตที่เสมหะ ถ้าเสมหะมีสีเหลืองแสดงว่ามีการติดเชื้อในลำคอ ถ้าเสมหะมีสีขาวแสดงว่าเป็นภูมแพ้ อาการ มีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป วิธีรักษา ไอเรื้อรังแบบไม่มีเสมหะ รักษาด้วยการกินยากลุ่มที่ระงับอาการไอเพราะตัวยาจะไปช่วยทำให้อาการไอลดน้อยลง ไอเรื้อรังแบบมีเสมหะ รักษาด้วยการกินยากลุ่มละลายเสมหะ ซึ่งตัวยาจะไปทำให้ความเหนียวข้นของเสมหะละลายตัวลงทำให้ร่างกายสามารถขับออกมาได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ข้อควรระวัง ก็คือ อย่าใช้ยาผิดประเภทโดยเด็ดขาดเพราะถ้าเป็นอาการไอเรื้อรังแบบมีเสมหะแต่เราไปกินยากลุ่มที่มีฤทธิ์เพียงระงับอาการไอเพียงอย่างเดียวแล้วไม่มีฤทธิ์ละลายเสมหะซึ่งเป็นต้นตอที่แท้จริงของปัญหาการไอ แม้ว่าอาการไอจะลดลงก็จริงแต่เสมหะยังคงตกค้างอยู่ภายในหลอดลมอยู่ เมื่อปล่อยให้เนิ่นนานไปอาจส่งผลให้เป็นโรคปอดอักเสบได้ตามมา การดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆจะช่วยบรรเทาอาการไอได้อย่างมากเพราะน้ำอุ่นจะช่วยในการละลายเสมหะที่ค้างอยู่ในหลอดลม อีกทั้งต้องงดอาหารประเภทของทอดของมัน เช่น ปาท่องโก๋ เป็นต้น รวมทั้งต้องอยู่ให้ไกลจากควันบุหรี่หรืองดการสูบบุหรี่ไปก่อน อีกอย่างคือ ควรงดการใช้เสียงชั่วคราวจะช่วยทำให้อาการไอลดลงได้อย่างมากเพราะเหมือนเป็นการให้หลอดลมได้พักการใช้งาน ขอบคุณรูปภาพจาก www.classicfm.com

สายตาเอียง สาเหตุเกิดจากอะไร มาดูกัน

สายตาเอียงเกิดจาก…. การมองเห็นสิ่งต่างๆของคนเรานั้น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันเลยทีเดียว ซึ่งหากคนเรามีปัญหาในการมองเห็นที่มีประสิทธิภาพไม่เต็มที่แล้วหละก็คงต้องลำบากน่าดู หนึ่งในอาการปัญหาด้านสายตาที่พบได้บ่อยก็คือ ปัญหาสายตาเอียง โดยผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียงจะมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น มองเห็นได้ไม่ชัดเจนในระยะใกล้หรือไกล ทำให้เวลาอ่านหนังสือต้องใช้สายตาเพ่งอย่างมากกว่าคนปกติ บางครั้งผู้ป่วยต้องใช้การเอียงศีรษะเพื่อช่วยให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นตอนอ่านหนังสือหรือตอนดูทีวี เวลามองแสงไฟจะเห็นเป็นแสงเรื่อๆรอบแสงไฟ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว เวียนหัวตามมา มีอาการเมื่อยล้าของดวงตา หากผู้มีสายตาเอียงต้องขับรถในตอนกลางคืนจะเกิดปัญหาแสงรบกวนการมองเห็นได้ หรือเวลาต้องการจะมองภาพอะไรให้ชัดเจน ผู้มีสายตาเอียงจำเป็นต้องมีการหรี่ตาเพื่อทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น สาเหตุของการเกิดสภาวะสายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียงเกิดจากความโค้งของกระจกตาดำมีความไม่เท่ากันในแต่ละแนว ทั้งความโค้งในแนวตั้งและความโค้งในแนวนอน โดยกระจกตาจะมีลักษณะกลม ซึ่งในคนที่มีสายตาปกติจะมีรัศมีของความโค้งเท่ากันตลอดแนวความโค้ง แต่จะว่ากันตามความจริงแล้ว ถ้าหากความเอียงของดวงตานั้นไม่มากเกินไปกว่า 50 องศาก็จะไม่ส่งผลอะไรมาก เพราะถือว่าเป็นความเอียงของสายตาตามปกติของคนเราอยู่แล้ว ผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียงอาจเกิดมาจากกรรมพันธุ์หรือไม่ก็ได้ แต่มักจะมีปัญหาด้านสายตาอย่างอื่นร่วมอยู่ด้วย เช่น สายตาสั้นหรือสายตายาว การรักษาอาการสายตาเอียงส่วนใหญ่ถ้ามีความเอียงไม่มากนักจะใช้การรักษาด้วยวิธีการสวมคอนแทคเลนส์หรือการสวมแว่นสายตารูปเลนส์แบบทรงกระบอก cylindrical lens เพื่อปรับการรวมของแสงให้เท่ากัน แต่ถ้าหากความเอียงของสายตามีมากหรือมีความเอียงของดวงตาทั้งสองข้างไม่เท่ากันด้วยแล้ว จำเป็นต้องแก้ไขด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งแบบใช้มีดผ่าตัดและแบบผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ โดยวิธีดังกล่าวจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยมีที่จะทำการผ่าตัดมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ขอบคุณรูปภาพจาก www.dealsandyou.com

รังแค เกิดจากอะไร??

รังแค เกิดจาก… รังแคแม้ว่าจะเป็นอาการตามปกติธรรมชาติของคนเรา ที่อย่างน้อยในช่วงชีวิตหนึ่งทุกคนก็ต้องเคยเป็นรังแคกัน แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ก่อความรำคาญและส่งผลต่อบุคลิกภาพที่ไม่ดีของผู้ที่เป็นรังแคอีกด้วย คงเป็นภาพที่ไม่ดีต่อผู้พบเห็นเป็นแน่ ถ้าบนเส้นผมหรือตามเสื้อผ้าของเรามีรังแคหลุดหล่นกระจายอยู่เต็มไปหมด มองเผินๆนึกว่าโรแมนติกมีหิมะตกที่เมืองไทยแบบในหนังซีรี่เกาหลีซะอีก สาเหตุของการเกิดรังแค 1.ไขมันบนชั้นผิวหนัง (Sebum) มีมากเกินไป ทำให้เป็นแหล่งอาหารชั้นดีแก่บรรดาเชื้อราบนหนังศีรษะ 2.เชื้อรา (Malassezia Yeasts) ที่อาศัยอยู่ตามชั้นผิวหนัง 3.ความไวต่ออาการแพ้ของแต่ละคน 4.ความเครียด ก็มีส่วนสำคัญต่อการเกิดรังแค 5.การขาดธาตุสังกะสี วิตามินบี ไขมันโอเมก้า 3 6.การกินอาหารเค็มจัด หวานจัด ก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดรังแค 7.สภาพอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ชั้นผิวบริเวณหนังศีรษะแห้ง 8.การไม่ค่อยสระผม ทำให้เซลล์ผิวหนังที่ตายไปแล้ว ไม่ถูกชะล้างออกไป เกิดการสะสมของรังแค รังแคเกิดจากผิวหนังบริเวณหนังศีรษะตายแล้วหลุดร่วงออกมา ตามปกติเซลล์ผิวหนังของคนเรา จะมีการเสื่อมสภาพของเซลล์กันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว สำหรับคนปกติจะมีการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวหนังประมาณทุกๆ 28 วัน แต่ในบางคนที่ผิดปกติจะมีอัตราการเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว่านี้มาก โดยขั้นตอนของการเกิดรังแค จะเริ่มต้นจากเชื้อราที่มีชื่อว่า “มาลาสซีเซีย โกลโบซา” (Malassezia globosa) ซึ่งเชื้อราดังกล่าวนี้จะมีอยู่ตามชั้นผิวหนังของคนเราตามปกติ เชื้อราจะทำการกัดกินไขมันบนชั้นผิวหนัง (Sebum) เป็นอาหารทำให้ชั้นผิวหนังเกิดการหลุดล่อนออกมาเป็นแผ่นๆขนาดเล็ก ซึ่งเราเห็นเป็นรังแคนั่นเอง แต่ในบางครั้งรังแคก็มีสาเหตุมาจากการแพ้สารเคมี โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความไวต่ออาการแพ้สารเคมีบางชนิด อย่างเช่น […]

เล็บขบ สาเหตุเกิดจากอะไร? มีวิธีป้องกันอย่างไร?

เล็บขบเกิดจากอะไร? ขึ้นชื่อว่าโรคเล็บขบแล้ว คงไม่มีใครอยากเป็นแน่ ถึงแม้ว่าการเป็นโรคเล็บขบ อาจจะไม่ส่งผลทำให้ผู้ที่เป็นถึงแก่ชีวิตได้ แต่การเป็นโรคเล็บขบ มันช่างเป็นอะไรที่จะสุดแสนทรมานโดยเฉพาะการยืน การเดิน ยิ่งถ้ามีการอักเสบเป็นหนองเพิ่มขึ้นด้วยแล้วยิ่งสร้างความเจ็บปวดเป็นทวีคูณแก่ผู้ที่เป็นโรคเล็บขบ สาเหตุของการเกิดเล็บขบ เล็บขบเกิดจากสาเหตุของการที่ผู้ป่วย สวมใส่รองเท้าที่มีขนาดเล็กกว่าขนาดเท้าของตัวเอง ทำให้รองเท้าไปบีบตรงบริเวณของเนื้อตรงด้านข้างของเล็บเท้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกันตรงที่นิ้วหัวแม่เท้า โดยตามธรรมชาติของเล็บแล้วย่อมต้องมีการงอกของเล็บอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ทำให้เมื่อเล็บงอกจึงงอกลงไปในเนื้อที่อยู่ข้างๆของเล็บ เกิดเป็นความเจ็บปวดขึ้นมาอันเป็นอาการของโรคเล็บขบและสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเล็บขบอีกก็คือ การตัดเล็บที่ผิดวิธี ทำให้เล็บที่งอกตัวใหม่ไปทิ่มแทงตรงซอกของเล็บเกิดเป็นความเจ็บปวดขึ้นมา วิธีการรักษาอาการเล็บขบ 1.กรณีเป็นเล็บขบที่มีอาการยังไม่รุนแรงถึงกับเป็นหนองเกิดขึ้น ให้ทำการแช่เท้าในน้ำอุ่นผสมกับเกลือ โดยใช้เวลาการแช่ประมาณ 10 นาที จากนั้นค่อยทำการตัดเล็บขบในส่วนที่ไม่เจ็บออกไปก่อนเพื่อป้องกันการหมักหมมของเชื้อโรค เพราะการหมักหมมจะก่อให้เกิดเชื้อโรคจนนำไปสู่อาการอักเสบติดเชื้อ ต่อจากนั้นให้ทำการงัดเล็บส่วนที่งอกลึกลงไปในเนื้อขึ้นมา ใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดเล็บให้สะอาด ตามด้วยการกินยาแก้ปวดเพื่อระงับอาการปวดของแผล 2.กรณีเป็นเล็บขบที่มีอาการอักเสบรุนแรง มีน้ำหนองไหลเนื่องจากมีการติดเชื้อ ต้องรีบไปให้แพทย์ทำการรักษาเท่านั้น โดยแพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด คือ แบบใช้กินและแบบใช้ทา จากนั้นแพทย์จึงจะทำการถอดเล็บที่ขบออกไปทั้งหมด ซึ่งใช้ระยะเวลากว่าแผลจะหายดีประมาณ 3 สัปดาห์ การป้องกันการเกิดเล็บขบ 1.สวมใส่รองเท้าที่พอดีกับขนาดของเท้า 2.ก่อนตัดเล็บควรแช่เล็บด้วยน้ำก่อนเพื่อทำให้เล็บอ่อนตัวจะช่วยให้ตัดเล็บได้ง่ายขึ้น ขอบคุณรูปภาพจาก health.haijai.com

ด่างทับทิม สรรพคุณและประโยชน์ 8 ข้อ

“ด่างทับทิม” ด่างทับทิมลักษณะเป็นผลึกมีสีม่วง สามารถละลายกับน้ำได้เป็นอย่างดี มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต. มีสภาพเป็นด่างแบบอ่อนๆ สรรพคุณของด่างทับทิม 1.ใช้ในการรักษาโรคริดสีดวงทวาร โดยช่วยลดอาการบวมหรืออักเสบของแผลริดสีดวง 2.ใช้ในการฆ่าเชื้อโรคหรือล้างแผลได้ 3.ใช้ในการเลี้ยงปลา โดยใช้ด่างทับทิมเป็นตัวฆ่าเชื้อในอาหารสดที่จะนำไปเลี้ยงปลา 4.ใช้ในการทำความสะอาดตู้ปลา บ่อปลา โดยการแช่ผสมน้ำกับด่างทับทิมไว้เป็นเวลา 1 คืน 5.ใช้ในการฆ่าเชื้อเนื่องจากอาการน้ำเหลืองเสีย ทำให้แผลดังกล่าวหายเร็วขึ้น โดยการนำด่างทับทิมผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาก็ได้ แช่ลงในอ่างหรือกะละมังใบใหญ่ๆ ที่ผู้ป่วยสามารถลงไปนั่งแช่ได้ จากนั้นค่อยๆใช้น้ำดังกล่าวราดไปบนส่วนที่เกิดแผล ใช้เวลาในการแช่ประมาณ 30 นาที และควรทำในช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น จนถึง 2 ทุ่ม 6.ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมฟอกย้อมเสื้อผ้าสิ่งทอ เพราะว่าถือเป็นสารออกซิเดชั่น (Oxidation) อย่างแรง 7.ใช้ในการล้างผักและผลไม้ โดยสามารถชำระล้างสารเคมีที่ตกค้าง ฆ่าเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย เชื้อราต่างๆ โดยการใช้ด่างทับทิมนำมาผสมกับน้ำ มีอัตราส่วนด่างทับทิมประมาณ 5 เกล็ด ต่อปริมาณน้ำ 5 ลิตร แล้วแช่ผักและผลไม้ หลังจากแช่ผักและผลไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องทำการล้างผักและผลไม้ดังกล่าวด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เพื่อเป็นการล้างสารของด่างทับทิมออกไปให้หมด เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อการบริโภค เพราะหากมีด่างทับทิมหลงเหลืออยู่จะสร้างความระคายเคืองต่อผิวหนังได้ 8.กรณีเกิดสภาวะน้ำท่วมหรือในบริเวณที่หาน้ำบริสุทธิ์มาใช้บริโภคไม่ได้ […]

โรคข้อเข่าเสื่อม หลีกเลี่ยงได้ไม่ยาก

“โรคข้อเข่าเสื่อม”คือการเสื่อมของผิวข้อบริเวณหัวเข่า ปกติผิวข้อจะเรียบลื่นและไม่มีรอยแผล เมื่อเราใช้งานนานขึ้นก็จะทำให้ผิวข้อไม่เรียบ เริ่มมีการแตก มีแผล หรือมีกระดูกงอกมากขึ้น อย่างเช่นเวลาที่งอเข่าจะได้ยินเสียงดังกร๊อบแกร๊บ ส่วนมากจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยในกลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ 45 -60 ขึ้นไป และในปัจจุบันผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าในชีวิตประจำวันวัน และการประกอบอาชีพของผู้คนมีความจำเป็นต้องใช้เข่ามากกว่าปกติ รวมทั้งผู้ที่มีอายุน้อยแต่ก็มีอาการของข้อเข่าเสื่อมเกิดขึ้นเช่นกัน แต่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการดูแลรักษาข้อเข่า เพราะอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของการเกิดขึ้นเพราะความเสื่อมตามธรรมชาติ   อาการเริ่มต้นและการสังเกตุ  เริ่มมีอาการเจ็บ เสียว หรือปวดหัวเข่า ซึ่งถ้าเป็นน้อยๆถ้าเราเดินมากหรือวิ่งมากก็จะมีอาการเจ็บ แต่ถ้าในรายที่ผู้ป่วยเป็นมากแล้วนอนอยู่เฉยๆก็จะมีอาการปวด ««ปัจจัยเสี่ยง»» แบ่งออกเป็น 2 กรณี 1.กรณีไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อได้ คือเกิดขึ้นจากการที่อายุมากขึ้น น้ำหนักตัวมาก มีกิจการที่ต้องใช้เข่ามากเกินไปเช่นการนั่งยองๆ พับเพียบ หรือการคุกเข่ามากเกินไป หรือบางรายอาจมีประวัติของโรคที่มีการอักเสบ เช่นโรคข้ออักเสบรูมาตอย 2.กรณีที่ทราบสาเหตุที่แน่นอน  คือกลุ่มผู้ป่วยที่เคยมีประวัติจากการมีภาวะติดเชื้อ หรือเคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงมาก่อน การรักษา แบ่งออกเป็น 3 หมวด 1.ไม่ต้องผ่าตัด  เริ่มต้นจากการปรับปรุงกิจกรรมการใช้ชีวิต ถ้าเราใส่ส้นสูงประจำก็ควรพยายามปรับเป็นส้นเตี้ย การใช้ส้วมแบบนั่งยองๆก็ควรเปลี่ยนเป็นคอห่าน หลีกเลี่ยงการยกของหนัก และการเดิน หรือวิ่งขึ้นลงบันไดเป็นประจำ เป็นต้น 2.การฉีดยาเข้าข้อ  คนที่มีอาการเป็นข้อเข่าเสื่อมระยะปานกลาง หรือระยะที่เป็นค่อนข้างมาก จะฉีดยาน้ำเลี้ยงข้อ […]

เบาหวานขณะตั้งครรภ์

เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ภาวะระเบาหวานขณะตั้งครรภ์ก็คือ ความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจพบขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่รกผลิตออกมากมีผลต่อประสิทธิภาพของอินซูลิน หรือฮอร์โมนควบคุมน้ำตาลในเลือด ถ้าตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลินออกมาจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์หรือระหว่างการตั้งครรภ์ ภาวะเบาหวานที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของผู้หญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด หลังจากตั้งครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ขึ้นไป และในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์บางรายมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้มากกว่า เนื่องด้วยปัจจัยความเสี่ยงดังต่อไปนี้ ครอบครัว ญาติพี่น้องมีประวัติเป็นเบาหวาน มีอายุตั้งแต่ 30ปีขึ้นไป เคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกเกิดตั้งแต่4 กิโลกรัมขึ้นไป เคยคลอดบุตรที่มีความพิการแต่กำเนิดโดยไม่ทราบสาเหตุ เคยมีประวัติทารกเสียชีวิตในครรภ์ โดยไม่ทราบสาเหตุ อ้วน หรือเคยมีภาวะเบาหวานแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน มีภาวะความดันโลหิตสูง ตรวจพบภาวะน้ำคร่ำมากกว่าปกติ,และตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ คุณแม่ที่มีภาวะเสี่ยงตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ควรได้รับการคัดกรองเพื่อวินิจฉัยเบาหวานเมื่อมาฝากครรภ์  วิธีการโดยคุณหมอจะเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล หลังจากที่รับประทานน้ำตาลระดับเข้มข้น 50 กรัม (glucose challenge test) ซึ่งคุณแม่ไม่จำเป็นต้องอดอาหารมาก่อนแต่อย่างใด แล้วเจาะเลือดตรวจ ถ้าได้ค่าเกิน 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าผิดปกติ และจำเป็นที่จะต้องทำการตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธี glucose tolerance test (GTT) โดยการรับประทานน้ำตาลขนาด 75 กรัม หรือ 100 กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานน้ำตาล […]

1 2