โรคฉี่หนู อันตรายที่มาพร้อมฤดูฝน

มารู้จักอันตรายจากโรคฉี่หนูในช่วงฤดูฝน หากจะพูดถึงฤดูฝนหลายคนอาจจะนึกถึงสายฝนที่ตกลงมาแทบจะตลอดทั้งวัน แต่ภัยอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่น่ากลัวไม่แพ้กันและเรามักจะมองข้ามมันไปนั่นคือ โรคฉี่หนู สาเหตุ โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “โรคฉี่หนู” นั้นเกิดจากเชื้อกลุ่ม Leptospira ที่มักจะพบเจอในสถานที่มีน้ำท่วมขัง หรือแพร่กระจายผ่านสัตว์นำพาหะต่างๆ เช่น สัตว์ฟันแทะ ไม่ว่าจะเป็นหนู กระต่าย กระรอก เป็นต้น โดยสัตว์พวกนี้จะมีเชื้อ Leptospira ที่เป็นสาเหตุอยู่ที่บริเวณไต และเมื่อสัตว์เหล่านี้ขับถ่ายออกมาจะทำให้น้ำเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคฉี่หนูเป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื้อของโรคฉี่หนูจะสามารถติดต่อเราได้ทั้งทางตรงโดยการสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้ออยู่ หรือโดนสัตว์ที่มีเชื้อกัด เช่น หนู แมลงสาบ สุนัข แมว วัว ควาย เป็นต้น อีกทางหนึ่งคือหากร่างกายของคุณมีแผลหรือสัมผัสน้ำหรือดินที่มีเชื้อจากโรคฉี่หนูเป็นเวลานานเกินไป นอกจากนั้นยังสามารถแพร่เข้าสู่ทางเยื่อบุในปาก ตา และจมูก หรือรับประทานน้ำและอาหารที่มีเชื้อโรคฉี่หนูปะปนอยู่เข้าไป  อาการ ทันที่ที่ร่างกายได้รับเชื้อ Leptospiremic เข้าสู่กระแสเลือด จะเกิดอาการเบื้องต้นต่างๆ เช่น มีอาการปวดศีรษะที่บริเวณหน้าผากหรือหลังตาอย่างรุนแรง อาการจะคล้ายกับการปวดหัวเป็นไข้ทั่วไปแต่จะมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ คือ ปวดกล้ามเนื้อไปทั่วทั้งตัว เช่น ปวดน่อง ปวดต้นขา ปวดหลัง และเมื่อกดกล้ามเนื้อจะรู้สึกเจ็บเป็นอย่างมาก รวมถึงมีอาการไข้สูง 28-40 […]

โรคคอตีบคืออะไร เกิดจากอะไร และจะรักษาอย่างไร

โรคคอตีบคืออะไร เกิดจากอะไร และจะรักษาอย่างไร โรคคอตีบ หรือโรค Diphtheria นั้น เกิดจากหรือเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Corynebacterium diphtheria ซึ่งถือว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แม้ในปัจจุบันเราจะไม่พบเห็นผู้ป่วยโรคคอตีบมากนัก เนื่องจากคุณสามารถฉีดวัคซีนรวมเพื่อทำการป้องกันโรคคอตีบตั้งแต่อายุ 20 – 50 ปี แต่วันนี้เราจะมาให้รู้เกี่ยวกับโรคคอตีบว่ามันคืออะไรเกิดจากอะไรและจะรักษาอย่างไร สาเหตุ การเป็นโรคอตีบนั้นสามารถแบ่งออกเป็นหลักได้ ดังนี้ ⇒ติดเชื้อด้วยการสัมผัสกับคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ โดยสามารถติดต่อกันผ่านทางการรับประทานอาหาร หายใจใส่กัน หรือทางน้ำลายและเสมหะต่างๆ เมื่อผู้ป่วยจามหรือไอ เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะติดไปกับน้ำลายและเสมหะและฟุ้งผ่านไปทางอากาศ รวมไปถึงน้ำดื่ม อาหาร แว่นตา ผ้าเช็ดตัว หรือสิ่งของต่างๆที่ต้องสัมผัส ทันที่ร่างกายได้ได้รับเชื้อร่างกายจะแสดงอาการหลังจากนั้นประมาณ 2- 10 วัน เชื้อ Corynebacterium diphtheria จะทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก คอ และหลอดลม อาจส่งผลร้ายต่อกล้ามเนื้อหัวใจจนทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงได้ ⇒สาเหตุอื่นๆของการติดเชื้อโรคคอตีบนั้นยังรวมไปถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสุขอนามัยไม่สะอาดเท่าที่ควร รวมไปถึงผู้ที่ยังไม่ได้รับฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบอีกด้วย อาการ โดยทั่วไปแล้วอาการของโรคคอตีบจะประกอบไปด้วย อาการน้ำมูกไหล เจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ปวดศรีษะคล้ายกับอาการไข้หวัดแต่จะมีอาการอื่นๆ เช่น […]

ภาวะไขมันพอกตับ ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

ภาวะไขมันพอกตับ อันตรายแค่ไหน “ภาวะไขมันพอกตับ” เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงไม่รู้จักโรคนี้มากนัก เพราะเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมไขมันในตับ หากเราไม่ไปตรวจเฉพาะทางก็จะไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นโรคนี้ เพราะโรคนี้มักไม่แสดงอาการ ไม่มีอาการเตือน ไม่มีการแสดงออกว่าเจ็บปวด แต่ในบางครั้งหากเราสังเกตก็จะพบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพด้านอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ มักจะเป็นจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์ จะมีความเสี่ยงสูง อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับปริมาณความถี่ในการดื่ม และระยะเวลาที่ดื่ม แต่คนธรรมดาเองก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน หากมีโรคประจำตัวเป็นโรคเหล่านี้ โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน  โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ เกิดจากการที่เรารับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เกิดไขมันก่อตัวขึ้นในตับ เมื่อตับไม่ได้นำไขมันไปใช้หรือย่อยสลายไปเลยก็เกิดการสะสมของไขมันในตับขึ้น และยิ่งบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงก็อาจจะทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย หลายคนอาจจะถามมาว่าแล้วเราจะรู้ได้ไงว่าตัวเองเป็นโรคนี้รึเปล่า แนะนำให้ไปตรวจสุขภาพประจำปี เพราะการเจาะเลือดจะทำให้เรารู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็น หรือว่ากำลังเป็นโรคนี้ ก็อย่างที่บอกว่าโรคนี้ไม่มีอาการแสดงออก ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังเป็นอยู่ แต่ในบางรายที่มีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย รู้สึกตึงๆที่ใต้ชายโครงขวา คลื่นไส้ และมักจะมีอาการตึง ๆ เวลาทานข้าวอิ่ม คุณกำลังมีความเสี่ยง โรคนี้สามารถตรวจได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือด  การตรวจอัลตราซาวน์ การเจาะชิ้นเนื้อตรวจสอบ การตรวจแบบเฉพาะทาง การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก โรคนี้ยิ่งตรวจพบเร็วยิ่งมีโอกาสรักษาให้หายได้ การดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย […]

ฮีทสโตรกหรือโรคลมแดด วิธีป้องกันและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ฮีทสโตรก(Heat Stroke)หรือโรคลมแดด อันตรายกว่าที่คิด             โรคลมแดดในช่วงอากาศร้อนแบบนี้นับว่าเป็นโรคที่อันตรายเลยทีเดียว เนื่องด้วยสภาพอากาศของเมืองไทยที่มีอุณภูมิขึ้นสูง ในช่วงอากาศร้อนนี้ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคลมแดดจึงมากกว่าช่วงปกติ เนื่องจากร่างกายของเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุณภูมิสูงและได้รับความร้อนมากจนเกินไป จนทำให้เกิดการทำงานของร่างกายที่เกิดความผิดปกติของสมอง เรียกว่าเบลอ ทำให้สมองไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิของร่างกายสูงเกิน 40 องศา อุณหภูมิที่สูงเกินไปส่งผลให้ร่างกายส่วนสมองและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานผิดปกติ อาการเตือนที่บ่งบอกว่าเราเป็นโรคลมแดด มีอาการกระหายน้ำ ไม่มีเหงื่ออก แม้ว่าอากาศจะร้อนมากขนาดไหน รู้สึกหายใจเร็ว รู้สึกเวียนหัว กล้ามเนื้อเกร็งตัว มึนงง สับสน มีอาการตัวร้อนจัด เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ความดันต่ำ หน้ามืด มีอาการบวมบริเวณปอด มีการตายของเซลล์ตับ ไม่รู้สึกตัว ชัก  และหากมีอาการติดต่อกันอาจจะทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลวเฉียบพลันได้ ซึ่งอันตรายมากหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที ก็อาจจะทำให้เสียชีวิตลงได้ สาเหตุของการเกิดอาการโรคลมแดด มาจากความร้อนในสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่นั้นมีมากจนเกินไป อยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าว ไม่มีการระบายอากาศ ซึ่งพบว่าในผู้สูงอายุและมีโรคเรื้อรัง มักจะเป็นโรคลมแดดได้ง่ายกว่า หากอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ และการเกิดลมแดดยังมีที่มาจากการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป ซึ่งในช่วงอากาศร้อน เรามักจะพบผู้ป่วยที่เป็นผู้ใช้แรงงาน และนักกีฑาเพิ่มมากขึ้น ในผู้ป่วยประเภทนี้มักจะเกิดอาการแทรกซ้อนสูง พบว่าระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง แคลเซียมต่ำ ฟอสฟอรัสในเลือดสูง  ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายสลายเซลล์กล้ามเนื้อลายมากจนเกินไปนั้นเอง วิธีการป้องกัน […]

ช็อกโกแลตซีส เรื่องที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

ช็อกโกแลตซีส (Chocolate Cyst) โรคช็อกโกแลตซีสถ้าหากฟังดูจากชื่อแล้วอาจจะดูออกแนวน่ารักสดใส แต่ความเป็นจริงแล้วหากใครเป็นโรคนี้คงไม่ได้มีความสุขอย่างแน่นอน ที่สำคัญโรคช็อกโกแลตซีสจะเกิดเฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้นเพราะมันเป็นโรคที่เกิดขึ้นที่อวัยวะของร่างกายผู้หญิงส่วนที่เรียกกันว่า โพรงมดลูก ซึ่งภาษาทางการแพทย์เรียกกันว่า “โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิด” (endometriosis) โดยโนโพรงมดลูกจะมีรังไข่ซึ่งภายในบรรจุถุงน้ำที่มีลักษณะเป็นของเหลวคล้ายช็อกโกแลตเหลว ซึ่งอันที่จริงมันก็คือน้ำเลือดนั่นแหละแต่ที่มันเป็นสีเหมือนกันกับช็อกโกแลตก็เพราะว่าเลือดเหล่านั้นตกค้างอยู่เป็นเวลานานจึงทำให้สีของมันเข้มเหมือนกับสีของช็อกโกแลต สาเหตุของการเกิดโรคช็อกโกแลต สาเหตุเกิดจากช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือนจะมีเลือดไหลซึ่งเกิดจากเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกหลุดรอดไปตกค้างอยู่ที่ส่วนของถุงน้ำในโพรงมดลูกดังกล่าว ดังนั้นเมื่อเลือดเหล่านั้นไม่ถูกร่างกายขับออกไปจึงกลายเป็นเลือดที่ตกค้าง มีลักษณะของสีออกน้ำตาลเหมือนกันกับสีของน้ำช็อกโกแลตเหลว ซึ่งผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเป็นโรคช็อกโกแลตซีส ได้แก่ ผู้หญิงที่ประจำเดือนมาตั้งแต่อายุไม่มาก ผู้หญิงที่ประจำเดือนออกมามากว่าปกติ ผู้หญิงทีมีประจำเดือนมามากกว่าเดือนละ 2 ครั้ง ผู้หญิงที่มีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคช็อกโกแลตซีสมาก่อนซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นกว่าผู้หญิงทั่วๆไปถึง 10 เท่าตัว อาการของโรคช็อกโกแลตซีส เมื่อถึงวันที่ผู้หญิงมีประจำเดือน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงกว่าปกติและเลือดประจำเดือนจะมามากเช่นเดียวกัน โดยจะปวดมากช่วงของสะดือไปถึงส่วนของอุ้งเชิงกราน มีภาวะปัสสาวะออกมาแล้วมีเลือดปนออกมาด้วย ซึ่งหากปล่อยเอาไว้เป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดเป็นเซลล์มะเร็งขึ้นมาแทนได้ ดังนั้น หากสงสัยว่าจะเป็นโรคช็อกโกแลตชีสแล้วต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาเสียแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุเกิน 30 ปีขึ้นไปที่ก่อนหน้านั้นช่วงมีประจำเดือนไม่มีอาการปวดท้องน้อยมาก่อน แต่พออายุขึ้น 30 ปีแล้วเกิดมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงช่วงมีประจำเดือนและจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นทุกเดือน แสดงให้เห็นว่า โรคช็อกโกแลตซีสอาจกำลังถามหาอยู่ก็ได้ ขอบคุณรูปภาพจาก debusotsu.jp

กลากเกลื้อน เกิดจากอะไร

ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ “กลาก-เกลื้อน”  เมื่อพูดถึงโรคกลากเกลื้อน คนส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นโรคชนิดเดียวกัน ตามความเป็นจริงแล้วต้องเรียกว่า “โรคกลาก” และ “โรคเกลื้อน” จึงจะถูกต้อง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก็เพราะลักษณะอาการของโรคกลากและโรคเกลื้อนมันมีอาการที่คล้ายกันอย่างมาก ซึ่งโรคทั้งสองนี้มันมีอาการที่มีร่วมกันอยู่ก็คือ อาการคัน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคกลากเกลื้อนจะมีอาการคันตรงบริเวณที่เป็นอย่างมาก ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะต้องเกา เมื่อทำการเกาแผลที่เป็นกลากเกลื้อนก็จะยิ่งทำให้กลากเกลื้อนเกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค มีการเพิ่มบริเวณที่เป็นมากยิ่งขึ้น โรคกลาก (Dermatophytosois) กลากเกิดจากเชื้อรากลุ่ม เดอมาโตไฟต์ ซึ่งจะเกิดที่ผิวหนังตามร่างกายได้หลายส่วนด้วยกัน << ลักษณะของกลาก >> กลากจะเกิดเป็นผื่นสีแดง รูปทรงกลม ที่บริเวณขอบของวงกลมจะเกิดเป็นขุยสะเก็ดหลุดออกมาด้วย กลากที่เกิดตรงบริเวณศีรษะ ถ้าหากปล่อยเอาไว้ให้เชื้อราลุกลามมากจะทำให้เกิดเป็นแผลมีตุ่มหนอง ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเรียกกันว่า ฝีชันนะตุ กลากที่เกิดตรงบริเวณขาหนีบหรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า สังคัง ซึ่งผู้เคยเป็นโรคสังคังจะรู้ดีว่ามีความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันเพียงไร เพราะทำให้เกิดแผลบริเวณขาหนีบทั้ง 2 ข้าง ส่งผลให้เวลาเดินต้องคอยกางขาอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้ไม่ไปเสียดสีบริเวณตรงขาหนีบที่เกิดแผลขึ้น ทำให้ผู้เป็นเกิดความอับอายขึ้นมาได้ ซ้ำร้ายเมื่อแผลหายแล้วยังจะทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นตามมาอีก โรคเกลื้อน (Tinea Versicolor) เกลื้อนเกิดจากเชื้อรากลุ่ม P. orbiculare ซึ่งส่วนของผิวหนังตามร่างกายที่จะเกิดเป็นเกลื้อนส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะส่วนบนของร่างกาย เช่น  หลัง ลำตัว ลำคอ ใบหน้า โดยเชื้อราชนิดนี้จะชอบความร้อนชื้นทำให้คนไทยส่วนใหญ่จะเป็นโรคเกลื้อนกันได้มากกว่าคนทางยุโรปที่มีอากาศหนาวเย็น << ลักษณะของเกลื้อน >> เกลื้อนจะเกิดเป็นผื่นเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 […]

โรคสมองฝ่อในผู้สูงอายุ

โรคสมองฝ่อ (Brain atrophy หรือ Cerebral atrophy) โรคสมองฝ่อส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้สูงอายุที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไปแต่ก็ไม่ใช่ว่าใครคนไหนที่มีอายุถึงขนาดนั้นจะเป็นโรคสมองเสื่อมกันทุกคน อีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดโรคสมองเสื่อมมาจากที่เลือดถูกสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนของสมองได้น้อยลง อาจเป็นเพราะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเหล่านั้นเกิดการอุดตันนั่นเอง และอย่าได้เข้าใจผิดว่าโรคสมองฝ่อเป็นโรคชนิดเดียวกันกับโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์เพราะมันเป็นโรคคนละชนิดกัน   อาการของโรคสมองเสื่อม 1.มีอาการหลงลืมในเหตุการณ์ที่พึ่งจะเกิดขึ้น 2.สติปัญญาลดลง 3.อารมณ์แปรปรวน << การรักษาโรคสมองเสื่อม >> 1.หากสาเหตุเกิดมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการอุดตัน ก็จำเป็นต้องใช้การรักษาด้วยการผ่าตัด แต่วิธีการผ่าตัดเพื่อรักษาจะได้ผลดีต่อเมื่อได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ไม่ปล่อยให้ลุกลามจนเกินเยียวยา 2.ออกกำลังส่วนของสมองหรือฝึกสมอง เพื่อกระตุ้นการทำงานของประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรสชาติ และ การสัมผัสทางอารมณ์ จากนั้นร่างกายจะหลั่งสาระสำคัญที่เรียกว่า นิวโรโทรฟิน (Neurotrophin) ซึ่งจัดได้ว่าเป็นอาหารประเภทโปรตีนสำหรับสมอง การออกกำลังสมอง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงที่จะไม่ทำอะไรซ้ำๆในชีวิตประจำวัน แต่สังเกตได้อย่างหนึ่งก็คือ ผู้สูงอายุที่เล่นพวกไพ่นกกระจอก ไพ่โป๊กเกอร์ ที่นิยมเล่นกันในกลุ่มคนแก่สูงอายุนั้น จะเสริมสร้างเซลล์สมองได้ดีมาก ซึ่งเราจะไม่พบว่าผู้สูงอายุที่เล่นกิจกรรมดังกล่าวนั้นจะเกิดอาการโรคสมองฝ่อหรืออาการที่เกี่ยวกับโรคทางสมองเลยเพราะมันเป็นการออกกำลังส่วนของสมองได้อย่างดีเยี่ยม   เกิดมาเป็นคนย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ว่ากันจริงๆแล้วร่างกายสังขารคนเรามีการเสื่อมสภาพลงทุกวัน ยิ่งคนเรามีอายุเพิ่มมากขึ้นและมีความหนุ่มสาวลดน้อยลงจะยิ่งสังเกตเห็นสิ่งที่ปรากฏในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น […]

โรคโปลิโอเกิดจากอะไรและวิธีป้องกันที่ควรรู้

โปลิโอ(Poliomyelitis) เป็นโรคที่พบส่วนใหญ่ในวันเด็กทำให้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะเกิดเป็นความพิการตามมาได้ โดยเฉพาะบริเวณขา ซึ่งในปัจจุบันโรคโปลิโอ สามารถป้องกันได้แล้วด้วยวิธีการกินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอในวัยเด็ก สาเหตุของโรคโปลิโอ โปลิโอเกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Poliovirus โดยเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ทางการกิน โดยเชื้อไวรัสดังกล่าวจะเข้าไปเจริญเติบโตภายในส่วนของลำไส้ของผู้ป่วย จากนั้นเชื้อไวรัสดังกล่าวจะเข้าไปทำลายเส้นประสาทส่วนหลังที่เป็นส่วนที่มีหน้าที่คอยบังคับการทำงานของส่วนกล้ามเนื้อทำให้ประสาทส่วนนี้เสียไปนั่นเอง และเชื้อไวรัสจะถูกขับถ่ายออกมาจากร่างกายทางการถ่ายอุจจาระของผู้ป่วย ถ้าอุจจาระที่ถูกขับถ่ายออกมาอย่างไม่ถูกสุขลักษณะก็จะทำให้เชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายได้ทางการการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อไวรัสดังกล่าวปะปนอยู่ด้วย ดังนั้นโรคโปลิโอจึงพบได้บ่อยในประเทศที่ยังด้อยการพัฒนาเนื่องจากการสาธารณะสุขยังขาดแคลนอยู่ อาการของโรคโปลิโอ ระยะเริ่มต้นจะมีอาการคล้ายคนเป็นไข้หวัดธรรมดา คือ มีอาการปวดหัว ตัวร้อน น้ำมูกไหล แต่ต่อมาจะมีอาการหลังแข็งและคอแข็ง มีอาการปวดบริเวณขาและแขน ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับขาเพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้นไม่เป็นทีเดียวทั้งสองข้างในคราวเดียวกัน โดยมีระยะการฟักตัวของโรคใช้เวลาประมาณ 3-6 วัน นับตั้งแต่ได้รับเชื้อไวรัสโปลิโอเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นเมื่อเชื้อเข้าไปทำลายส่วนประสาทกล้ามเนื้อจึงทำให้กล้ามเนื้อพัฒนาได้ไม่เต็มที่เกิดการเจริญอย่างผิดรูปไป ผู้ป่วยจึงมีขาที่ลีบเล็ก การป้องกันโรคโปลิโอ โรคโปลิโอแม้จะไม่มีวิธีรักษาเพราะถ้าเป็นโรคโปลิโอขึ้นมาแล้วมีเพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น อย่างมากก็เพียงการทำกายภาพบำบัดเพื่อให้ผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นสามารถใช้ขาเดินได้อย่างสะดวกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็เป็นเพียงการป้องกันเท่านั้นด้วยการกินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอตั้งแต่วัยเด็กในอายุ 2 เดือน ซึ่งในปัจจุบันเราจะพบผู้ป่วยที่เป็นโรคโปลิโอน้อยลงกว่าในอดีตอย่างมากซึ่งสาเหตุก็เพราะว่าในอดีตยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรคดังกล่าว และในปัจจุบันได้มีการพัฒนาวัคซีนขึ้นมาใหม่เป็นแบบฉีดที่มีประสิทธิภาพมากกว่าวัคซีนชนิดกิน ขอบคุณรูปภาพจาก pixshark.com,radios.ebc.com.br

ตากุ้งยิง เพราะ แอบถ้ำมอง จริงหรือ?

ตากุ้งยิง (Stye or Hordeolum) เพราะ แอบถ้ำมอง จริงหรือ? “โรคตากุ้งยิง” เป็นโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นกับดวงตา บางท่านอาจจะเคยได้ยินว่า คนที่เป็นตากุ้งยิง เพราะเป็นพวกถ้ำมอง! คนที่เป็นหลายคนอาจจะเครียดกันเลยที่เดียว นอกจากจะเครียดเพราะเป็นตากุ้งยิงแล้ว ยังต้องมาเครียดที่โดนมองว่าเป็นพวกถ้ำมองอีก แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ อย่างไร ไปดูกันค่ะ อาการตากุ้งยิง เป็นอย่างไร? เรามาทำความรู้จักกับอาการตากุ้งยิงกันก่อนดีกว่าค่ะ ลักษณะดวงตาของคนที่เป็นตากุ้งยิง จะมีอาการบวม หรือเป็นก้อนแข็ง ๆ ที่เปลือกตา บางรายจะมีตุ่มหนอง หรือตุ่มอักเสบปรากฏที่หนังตา และจะรู้สึกปวดเมื่อกระพริบตา หรือเอามือไปกดที่เปลือกตา เป็นตากุ้งยิง (เพราะเป็นถ้ำมอง) จริงหรือ? สาเหตุของการเป็นตากุ้งยิง ไม่ใช่ การถ้ำมอง แบบที่หลายท่านเข้าใจนะคะ แต่จริง ๆ แล้ว ตากุ้งยิง เป็นอาการผิดปกติของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อจากแบคทีเรีย ความความอ่อนแอของร่างกาย การพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงการใช้สายตามากเกินไปด้วย การละเลยความสะอาดของดวงตาก็เป็นสาเหตุสำคัญ ของอาการ ตากุ้งยิง เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้คอนเทคเลนส์ ก็ควรล้างมือให้สะอาดก่อน […]

โรคปากนกกระจอก สัญญาณเตือน เรื่องสุขภาพที่ต้องรีบดูแล

โรคปากนกกระจอก (Angular stomatitis) สัญญาณเตือน เรื่องการดูแลสุขภาพ โรคปากนกกระจอก (Angular stomatitis) หลายท่านคงเคยประสบปัญหากับการเป็นโรคนี้กันมาบ้างแล้ว แม้จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง หรือทำอันตรายถึงชีวิต แต่ก็เป็นสัญญาณของร่างกายที่กำลังบอกเราว่า ถึงเวลาที่คุณต้องหันมาใส่ใจกับสุขภาพให้มากขึ้นแล้วล่ะค่ะ แต่จะต้องดูแล แบบไหน อย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงโรคปากนกกระจอก เรามีความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับโรคนี้มาฝากกันค่ะ   ทำไมถึงเป็นโรคปากนกกระจอกได้? โรคปากนกกระจอก โรคนี้ไม่มีอันตรายรุนแรง เพียงแต่ถ้าเป็นขึ้นมาแล้วจะสร้างความหงุดหงิด รำคาญให้เราได้อย่างมากทีเดียว แผลที่เกิดขึ้นจากโรคนี้ จะเกิดบริเวณรอบปาก  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการสื่อสาร และการรับประทานอาหาร โดยมีสาเหตุหลายประการ อาทิ ขาดวิตามินบีสอง (Vitamin B2) หรือ ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) การแพ้ลิปสติก ความอับชื้น กดทับรอบ ๆ ปาก ที่เกิดจากการเลียปากบ่อย ๆ หรือการใส่ฟันปลอม เป็นต้น เป็นปากนกกระจอก รักษาอย่างไร? หากใครที่เป็นอยู่ ไม่ต้องกังวลมากนะคะ โรคนี้สามารถหายเองได้ภายในช่วง 7-10 วัน หรือหากใครทนไม่ไหว จะมียาทาที่แผลช่วยลดการบาดเจ็บได้บ้าง […]

1 2 3